ประเทศอะไรที่เล็กที่สุดในโลกเอ่ย?
ถ้าคุณตอบ "วาติกัน"
คุณถูกครึ่งหนึ่งและผิดครึ่งหนึ่ง นครรัฐวาติกันถือเป็นประเทศอย่างเป็นทางการซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดในโลก (เนื้อที่ 0.44 ตารางกิโลเมตร ประชากร 921 คน (ปี 2004)) แต่หากจะมองให้กว้างกว่านั้น ยังมีอีกประเทศที่มีขนาดเล็กเสียยิ่งกว่า และนั่นก็คือ..........Principality of Sealand

ซีแลนด์เป็นประเทศในทะเลเหนือ อยู่ห่างจากชายฝั่งอังกฤษไปทางตะวันออกเฉียงใต้เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร (ประมาณ 6 ไมล์ทะเล) เมืองหลวงคือซีแลนด์ (กินเนื้อที่ทั้งหมดของประเทศ) ปกครองโดยระบอบกษัตริย์ เพลงประจำชาติคือ E mare libertas ("เสรีภาพจากท้องทะเล" เป็นคำขวัญประจำชาติด้วย) หน่วยเงินคือซีแลนด์ดอลล่าร์ (SXD, SX$ หนึ่งดอลล่าร์สหรัฐมีค่าเท่ากับหนึ่งดอลล่าร์ซีแลนด์) มีเนื้อที่ 0.000207 ตารางกิโลเมตร (207 ตารางเมตร) และประชากร 4 คน .....

ซีแลนด์ประกอบไปด้วยฐานซึ่งฝังอยู่ใต้ทะเล เสาทรงกลมขนาดใหญ่สองต้น และดาดฟ้า ในส่วนเสากลมแบ่งเป็นเด็ค 7 ชั้น (A-G) ชั้น A คือดาดฟ้าและเป็นที่วางเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ชั้น B อยู่เหนือทะเล ส่วน C-G อยู่ใต้ระดับน้ำทะเล ในสมัยสงคราม ชั้น B-E เคยถูกใช้เป็นที่เก็บเสบียงอาหารและที่พัก ชั้น F เป็นคลังอาวุธ และชั้น G เป็นที่เก็บของอื่นๆ



อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะมีคนเริ่มเดาออกแล้ว แต่เดิมซีแลนด์ก็คือหนึ่งในสี่ป้อมกลางทะเล (HM Fort Roughs หรือเรียกกันว่า Rough Towers) ที่อังกฤษสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อปี 1944 นั่นเอง ในระหว่างสงคราม เคยมีทหารประจำการอยู่ที่นี่ประมาณ 150-300 นาย หากเมื่อสงครามจบลง ป้อมก็ถูกทิ้งให้ร้างไปตั้งแต่ปี 1956



วันที่ 2 กันยายน 1967 แพดดี้ รอย เบทส์ อดีตเรือโทประจำกองทัพเรืออังกฤษซึ่งในขณะนั้นเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุเถื่อน ได้ประกาศให้ป้อมกลางทะเลดังกล่าวแยกตัวเป็นอิสระจากเขตแดนของอังกฤษ และตั้งชื่อประเทศว่าซีแลนด์ รวมทั้งตั้งตัวเองเป็นเจ้าชายรอย เบทส์ หรือเรียกอีกชื่อว่า Roy of Sealand

แน่นอนว่าทางอังกฤษย่อมไม่อยู่เฉย ทำการฟ้องศาลให้รอย เบทส์ถอนตัวออกจากป้อมในทันที หากผลการตัดสินซึ่งออกมาในวันที่ 25 พฤศจิกายน 1968 ศาลได้ประกาศว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่อยู่ในเขตแดนอังกฤษ รวมทั้งไม่มีประเทศใดรอบข้างอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว จึงถือว่าพื้นที่นั้นอยู่นอกเขตการปกครองของอังกฤษด้วย อาจจะนับได้ว่าซีแลนด์สามารถแยกตัวเป็นอิสระจากอังกฤษได้โดยปริยาย



จะอย่างไรก็ดี แม้ซีแลนด์จะถือเป็นเขตแดนที่เป็นอิสระจากการปกครองของประเทศอื่น หากโดยสนธิสัญญามองเตวิเดโอ (Treaty of Montevideo) ซึ่งกล่าวว่าการที่ประเทศหนึ่งจะนับเป็นประเทศอย่างเป็นทางการได้นั้น จะต้องมีคำยอมรับจากประเทศใดประเทศหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของสหประชาชาติเสียก่อน และในปี 2008 ปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่มีประเทศใดเลยจากจำนวน 192 ประเทศที่ยอมรับว่าซีแลนด์เป็นประเทศอย่างสมบูรณ์ (คงเพราะมีอังกฤษคอยเขม่นอยู่)

ประชากรของซีแลนด์ในตอนนี้ประกอบไปด้วย เจ้าชายรอย เบทส์, เจ้าหญิงโจน เบทส์, เจ้าฟ้าชายไมเคิ่ล และทหารอีกหนึ่งคน (ทหารคนนี้กับปืนไรเฟิ่ลหนึ่งกระบอกถือเป็นกองกำลังประจำเพียงหนึ่งเดียวของประเทศ หากในสถานการณ์คับขัน เจ้าชายรอย เบทส์ยืนยันว่าเขาสามารถรวบรวมกำลังทหารมาได้จากทั่วโลก (ทหารรับจ้าง?)) รายได้หลักคือการขายตำแหน่งขุนนาง เหรียญที่ระลึกและแสตมป์ ทั้งยังมีการตั้งบริษัทฮาเว่นโคซึ่งให้บริการฝากฐานข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตอีกด้วย (จ่ายเพียง 16 ยูโร (ประมาณ 790 บาท) คุณก็จะกลายเป็นลอร์ดหรือเลดี้ของซีแลนด์ได้ในทันที



- เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1987 อังกฤษได้ประกาศขยายอาณาเขตทางทะเลของตน จากเดิม 3 ไมล์ทะเล (ประมาณ 5.5 กิโลเมตร) ไปเป็น 12 ไมล์ทะเล (ประมาณ 22 กิโลเมตร) ซึ่งการขยายอาณาเขตนี้จะทำให้ซีแลนด์ถูกล้อมโดยเขตแดนของอังกฤษจากทุกรอบด้าน หากเมื่อหนึ่งวันก่อน ในวันที่ 30 กันยายน ซีแลนด์ได้ชิงประกาศขยายอาณาเขตทางทะเลของตนไปเป็น 12 ไมล์ทะเลเช่นกัน ซีแลนด์จึงรอดจากสถานการณ์ดังกล่าวมาได้อย่างหวุดหวิด

- ซีแลนด์มีประชากรเพียง 4 คนก็จริง แต่มีทีมฟุตบอลประจำชาติอยู่ด้วย หากเนื่องจากไม่ได้เข้าร่วม FIFA หรือ UEFA จึงไม่สามารถลงแข่งในการแข่งขันอย่างเป็นทางการได้ นอกจากนี้ยังเคยส่งนักกีฬาไปร่วมการแข่งขันต่างๆหลายครั้ง (เคยได้เหรียญเงินสองเหรียญจากการแข่งกังฟูระดับโลกที่แคนาดาในปี 2007)

- 23 มิถุนายน 2006 ระหว่างที่เจ้าชายรอย เบทส์และครอบครัวไม่อยู่ในซีแลนด์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าซึ่งมีอายุมากแล้วได้เกิดช้อทจนกลายเป็นเพลิงไหม้ขึ้น ในเดือนถัดมา ซีแลนด์จึงทำการซ่อมแซมภายในและเปลี่ยนระบบไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด (ขณะเกิดไฟไหม้ อังกฤษได้ส่งคนไปช่วยทหารซึ่งเฝ้ายามอยู่เพียงคนเดียวในซีแลนด์ด้วย...เจริญ )

- ซีแลนด์ได้ประกาศขายดินแดนของตนในหนังสือพิมพ์เดย์ลี่เทเลกราฟประจำวันที่ 8 มกราคม 2007 โดยตั้งราคาอยู่ที่ 65 ล้านยูโร - 504 ล้านยูโร แต่เนื่องจากไม่ใช่การขายกรรมสิทธิ์ในประเทศ จึงไม่ใช้คำว่า sale แต่เป็น transfer แทน

ในเดือนเดียวกัน The Prirate Bay ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านอินเตอร์เน็ตจากสวีเดนได้แสดงเจตจำนงค์ในการซื้อ โดยกล่าวว่าต้องการจะสร้างซีแลนด์ให้เป็นประเทศที่ปลอดจากกฏหมายลิขสิทธิ์ทั้งหมด

ลิงค์ที่น่าสนใจ

- โฮมเพจของซีแลนด์
http://www.sealandgov.org/

- เพียง 16 ยูโร คุณก็เป็นลอร์ดและเลดี้ของซีแลนด์ได้
http://www.redsave.com/index.asp?pageType=3&pid=2091&catId=21&track=SealandShopLink

- บริษัทฮาเว่นโค
http://www.havenco.com/

Source: http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E6259156

กฎหมายค้าปลีก

posted on 08 Feb 2008 07:44 by hotzmiler
กฎหมายค้าปลีก
ตั้งแต่ปี 2543 มาแล้วที่ชาวธุรกิจค้าปลีกต่างๆ พยายามและรอคอยความหวังว่ารัฐนั้นจะหาทางแก้ไขปัญหาด้านค้าปลีกที่มีความสลับซับซ้อนกอปรไปด้วยผลประโยชน์และเทคนิคทางการค้าหลายชั้น

กฎหมายค้าปลีก

 

พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์

 

Email: peerapong@consultant.com

 

www.peerapong.com

 

 

 


               

 

ตั้งแต่ปี 2543 มาแล้วที่ชาวธุรกิจค้าปลีกต่างๆ พยายามและรอคอยความหวังว่ารัฐนั้นจะหาทางแก้ไขปัญหาด้านค้าปลีกที่มีความสลับซับซ้อนกอปรไปด้วยผลประโยชน์และเทคนิคทางการค้าหลายชั้น แล้วในที่สุดของช่วงนั้นการแก้ปัญหาที่เรียกได้ว่าเป็นการเอาตัวรอดของแต่ละฝ่ายก็เกิดขึ้น การสร้างกฎหมายที่น่าจะเป็นรูปร่างก็ไม่ได้ลงมือทำ การจัดการกับปัญหาด้านนี้กลายเป็นว่าเอาเรื่องกฎหมายผังเมืองมาปรับใช้ ซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถบังคับใช้ได้รวมทั้งไม่เกิดประโยชน์ในการพัฒนาธุรกิจค้าปลีกต่างๆ ในภาพรวมด้วย กฎหมายผังเมืองในกรณีนี้ก็เท่ากับฝังผู้ค้าปลีกรายย่อยให้จมลึกไปกับสงครามค้าปลีกที่มีรายใหญ่คุมตลาดต่อไป

 

                พอมาในปัจจุบันปีที่ภาวะการเมืองอึมครึมคาดการณ์ได้ยากที่มีรัฐบาลรักษาการณ์ดูแล ก็ยังดีที่มีดำริที่จะผลักดันกฎหมายค้าปลีกให้เกิดขึ้นให้ได้ แม้ว่าจะกระท่อนกระแท่นและกลัวจะแท้งกลางทางเป็นที่หวาดเสียวต้องมีการให้กำลังใจสลับประท้วงเล็กน้อยอย่างเป็นระยะๆ มีคนหลายคนสงสัยสอบถามมาอย่างมากให้ช่วยขยับเล่าเรื่องราวรายละเอียดเชิงวิเคราะห์ให้มองให้ชัดขึ้นมากกว่าตามข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่อาจจะขาดรายละเอียดไปบ้างตามข้อจำกัดต่างๆ ซึ่งครั้งนี้ผมเองลองขยับดูตามความสามารถถ้าผิดพลาดไปบ้างต้องขออภัยเนื่องจากไม่ได้เป็นนักกฎหมายนะครับ

 

                เริ่มจากแนวคิดเสียก่อนว่าการสร้างกฎหมายค้าปลีกขึ้นมานั้นต้องคิดเสมอว่า จะช่วยพัฒนาระบบธุรกิจค้าปลีกทั้งหมดได้จริงหรือไม่ ถ้ามีแล้วดีมีเถอะแต่ถ้าไม่ได้วางไว้ให้เกิดผลต่อเนื่องที่ช่วยให้ระบบธุรกิจพัฒนาก็จะต้องมองกันอีกที การส่งเสริมและการสร้างวิธีการพัฒนาธุรกิจของคนไทยคือ ความหวังที่แฝงไว้กับการจัดการครั้งนี้ เรื่องของการส่งเสริมนั้นเป็นภารกิจที่ต้องจัดทำไม่ว่าจะผลักดันให้เกิดองค์ความรู้ด้านค้าปลีกเพิ่มขึ้น หรือการส่งเสริมเรื่องการให้สินเชื่อที่จะต่อลมหายใจให้ธุรกิจค้าปลีกของคนไทยที่ตอนนี้ถึงกับต้องหยอดน้ำเกลือกันแล้วให้มีชีวิตลุกขึ้นสู้อีกที บางครั้งเรื่องของกฎเกณฑ์จะช่วยให้เกิดการรวมตัวของคนที่มีอาชีพอย่างนี้ได้ด้วยแต่ให้รวมตัวกันอย่างมีเป้าหมายเป็นไปทางบวก รวมถึงการให้เกียรติแก่นักธุรกิจและผู้เกี่ยวข้องสร้างให้วิชาชีพยกระดับขึ้นมาเป็นกำลังการพัฒนาธุรกิจไทยต่อไป อย่าลืมนะครับว่าธุรกิจค้าปลีกคือ เครื่องมือการกระจายสินค้าระบบอุตสาหกรรมด้านต่างๆ พร้อมทั้งกลายเป็นหน้าต่างของการค้าขายส่งออกไปด้วยใครจะหาสินค้าสร้างความนิยมต่างก็ต้องทดลองดูเอาจากร้านค้าปลีกทั่วไปก่อนที่จะกลายเป็นสินค้าที่กระจายข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังต่างบ้านต่างเมือง

 

                วิธีการรวมตัวของธุรกิจที่สามารถเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบในเชิงกฎหมายนั้นอาจจะเป็นการสร้างองค์กรขึ้นมาโดยได้รับหน้าที่ทางกฎหมายที่กำหนดขึ้นมาควบคุมซึ่งวิธีนี้แหละที่หน่วยงานของรัฐวางรูปแบบกำหนดให้เกิดคณะกรรมการกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขึ้นมา เพื่อกลายเป็นหน่วยงานจัดการระเบียบให้กับธุรกิจค้าส่งค้าปลีกของประเทศซึ่งในระดับแรกขณะนี้จะเน้นงานที่เกี่ยวข้องกับร้านค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้นยังไม่รวมค้าปลีกอื่นในระบบทั่วไปไม่ว่าจะเป็น ร้านยา ร้านเสื้อผ้าหรือขายเฟอร์นิเจอร์ ปัมพ์น้ำมัน ซึ่งในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่จะต้องเข้ามาดูแลพัฒนาด้วย  เรียกได้ว่าตอนนี้สาระสำคัญของกฎหมายยังดูธุรกิจโชห่วย และพวกห้างร้านขายสินค้าเท่านั้น

 

               กฎหมายค้าปลีกครั้งนี้มีแนวคิดที่มาจากการมองเรื่องของ การแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและเรื่องของกฎหมายต่างด้าว ที่เน้นไปกับผู้ประกอบการที่เป็นคนต่างประเทศและมาดำเนินการเปิดร้านค้าปลีกที่กลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้วยเงินทุนและความรู้ที่มีมากกว่า คณะที่ร่วมทำงานสร้างกฎหมายค้าปลีกครั้งนี้ถึงแม้จะระดมมาจากหลายส่วนงานแต่ประเด็นที่ถกกันจึงวนเวียนว่า ทำอย่างไรถึงจะให้รายใหญ่ที่เป็นชาวต่างชาติไม่เอาเปรียบธุรกิจคนไทยที่มีขนาดเล็กกว่า จึงตกประเด็นสำคัญที่ว่าจะวางแผนแนวทางการพัฒนาธุรกิจค้าปลีกของคนไทยได้ด้วยวิธีไหน เมื่อคณะทำงานร่วมรัฐและเอกชนวางแนวทางกฎหมายออกมากจึงเน้นเรื่องการแข่งขันทางการค้ายึดกฎหมายปี 2542 เข้ามาช่วยเป็นแนวทำให้เกิดมาตรการรักษาผลประโยชน์ของผู้ผลิตสินค้าที่ต้องอาศัยห้างขนาดใหญ่กระจายขายของให้ แต่วันนี้มีการเอาเปรียบกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกดราคา การสร้างวิธีการเก็บผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงผู้ผลิต การเอาเปรียบเรื่องการคืนสินค้า การฝากขาย เก็บค่าบริการต่างๆ ซึ่งอย่างนี้ทำให้ขาดความเป็นธรรมไป ส่วนที่เป็นกฎหมายแนวทางที่เรียกว่า ไกด์ไลน์ Guide Line แบบนี้ก็เกิดขึ้น

 

 

 

 

 

               

 

ส่วนตัวกฎหมายที่เป็นเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการที่เรียกสั้นๆ ว่า กกค.  ก็เกิดขึ้นไปด้วยเพื่อกำหนดการจัดตั้งจึงมีการสร้างกฎหมายไว้ทั้งหมด 5 หมวดประกอบด้วย 66 มาตรา มีรายละเอียดเรื่องการตั้งกรรมการสรรหามาจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขึ้นมาแล้วสรรหา กกค. โดยมีคณะกรรมการจังหวัดที่เรียกว่า กจค. ไว้ด้วย การจัดตั้งคณะกรรการเหล่านี้เน้นจุดประสงค์ที่จะกำกับดูแลไม่ให้มีการเติบโตของธุรกิจด้านนี้มีการขยายตัวเร็วเกินไปอาจจะกระทบทั้งเรื่องการแข่งขันและทำให้ประชาชนใช้จ่ายเกินตัวไม่เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงเน้นเรื่องการสร้างความเป็นธรรมให้กับธุรกิจของคนไทยที่มีความสามารถต่ำกว่าขยายตัวได้ช้าไปด้วย ในรายละเอียดของกฎหมายทั้ง 5 หมวดจึงมีเรื่อง วิธีการจัดตั้งคณะกรรมการเป็นหมวดที่ 1 ส่วนต่อมาเป็นเรื่องของการจัดตั้งสำนักงานเลขาฯ คณะกรรมการซึ่งก็คือ ภาครัฐที่เป็นผู้ดูแลงานด้านนี้คือ กระทรวงพาณิชย์ และกรมการค้าภายใน ส่วนที่ 3 เป็นเรื่องการจัดพื้นที่หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า โซนนิ่ง Zoning เพื่อเป็นการจัดเกณฑ์การควบคุมการเปิดสาขาในพื้นที่และเวลาทำการ ส่วนที่ 4 ว่าด้วยแนวทางการอุทธรณ์ถ้ามีปัญหาว่าต้องทำอย่างไร และสุดท้ายคือแนวทางการลงโทษเมื่อมีผู้ทำผิดกฎหมาย

 

                รายละเอียดของกฎหมายไม่มีอะไรมากแต่ผลที่จะเกิดขึ้นนั้นจะต้องรอดูวิธีการทำงานของคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นมาว่า ท่านเหล่านั้นจะออกระเบียบย่อยต่างๆ มาอย่างไร ถ้าไม่ได้ทำอะไรหรือไม่มีมาตรการออกมากฎหมายนี้ก็จะไม่เกิดผลทางปฏิบัติ หรืออีกทางถ้าออกระเบียบต่างๆ มาแต่ผิดแนวทางไปไม่สอดคล้องกลายเป็นดองธุรกิจไม่ให้เติบโตขยับตัวกันไม่ออก คนที่เปิดสาขาไว้แล้วก็จะสบายตัวไปเพราะรายใหม่ไม่ว่าไทยหรือเทศ จะทำการเปิดตัวเปิดสาขาไม่ได้ง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อน พอเป็นอย่างนี้ก็สบายใจยักษ์ใหญ่รายเก่าโรงเรียนอังกฤษ และฝรั่งเศสไป.

 

อาณาปาณะสติภาวนาสำหรับนักศึกษา
ท่านสาธุชนและนักศึกษาที่สนใจในธรรมทั้งหลายได้ยินว่าท่านทั้งหลายมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำสมาธิบ้างอาตมาก็เห็นด้วยในความคิดอันนี้เพราะว่ามันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการปฏิบัติธรรมะเพื่อดับทุกข์อย่างที่ใครๆเคยได้ยินแล้วว่าระบบทั้งระบบ
แล้วว่าท่านจะเป็นศีลสมาธิปัญญา ศีลคือการเตรียมกายวาจาหรือส่วนร่างกายไว้ให้พร้อมสำหรับการเกิดแห่งปัญญาอย่างที่เป็นเครื่องตัดกิเลสสมาธิก็เป็นเครื่องเตือนจิตไว้ให้พร้อมที่จะเกิดปัญญาหรือญาณเพื่อเป็นเครื่องตัดกิเลสเราก็ได้รับผลแห่งการไม่มีกิเลสคือพระนิพพานในระดับสูงสุดหรือว่าในระดับต้นๆชั่วขณะที่มันเป็นความสุขอย่างเดียวกันขึ้นชื่อว่าความหมายของนิพพานมันก็ต้องหมายความว่าเย็นหรือดับไฟแห่งความร้อนมันก็ได้ความเย็นทีนี้มาดูกันให้ชัดลงไปว่าสมาธินั้นเป็นอย่างไร

 


ที่มีศีลก็มีร่างกายเหมาะสมที่จิตจะเป็นสมาธิเท่าที่จะทำได้มันก็จึงทำสมาธิการฝึกสมาธิย่อมได้สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกสิ่งหนึ่งเรียกว่าสติเมื่อมีการฝึกสมาธิอยู่ก็มีการฝึกสติไปด้วยตลอดเวลาความสำคัญของสติเหนือที่จะประมาณได้ถ้าว่าไม่มีสติปัญญาก็เป็นหมันจะอาวุธที่คมที่สุดมีสมรรถนะมากแต่ถ้าไม่เอามาใช้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรถ้ามีสติคือการระลึกมันก็ระลึกถึงปัญญานั่นเองมันก็เท่ากับเอาอาวุธอันวิเศษนั่นมาใช้ฆ่าศัตรูได้มันก็ได้รับประโยชน์เดี๋ยวนี้เราโดยมากก็มีปัญญาแต่แล้วก็ไม่มีสติให้ปัญญาเกิดขึ้นเพราะมันมีเหตุการณ์เฉพาะหน้าในแต่ละวันเราก็มีเหตุการณ์เฉพาะหน้าทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางผิวหนังบ้าง ทางจิตบ้างและเราก็พ่ายแพ้เหตุการณ์เหล่านั้นในบางกรณีก็ไปหลงรักบ้าง

 

 


ในบางกรณีก็ไปหลงเกียจบ้างเมื่อเอามาเป็นสิ่งที่วิตกกังวลตลอดเวลา ความทุกข์ถ้าเรามีสติเพียงพอมันก็เป็นการระลึกได้ถึงปัญญาศึกษาไว้มาเป็นความเฉลียวฉลาดในขณะที่มาสัมผัสทางตา ทางหู จมูก ลิ้น กาย ทางผิวหนัง ทางจิตนี้ นั่นแหละขอให้เข้าใจว่าปัญหาใหญ่ที่สุดที่เราดับความทุกข์กันไม่ได้ในชีวิตประจำวันเพราะว่าสติมันไม่พอมันก็เท่ากับว่าไม่เอาปัญญามาใช้ ไม่ได้เอาอาวุธมาใช้ปัญญาและอาวุธสติไม่เอามาใช้นั้นเราจึงไม่สามารถที่จะปกติอยู่ได้หรือไม่สามารถที่ฉลาดอยู่ได้แล้วมันก็โง่ในขณะที่มีการสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจเรื่องของมันมีว่ายกตัวอย่างถ้าตาเห็นรูปก็เห็นทุกอย่างทางตา


 

รูปที่เห็นจากตาด้วย วิญญาณด้วยทำงานร่วมกันเรียกว่าผัสสะคือว่าตาเห็นรูปนั่นเองแต่ท่านระบุว่าเมื่อตาด้วย เมื่อรูปด้วย เมื่อจักสุวิญญาณการเห็นรูปด้วยทั้งสามอย่างนี้ทำงานร่วมกันเขาเรียกว่าผัสสะเมื่อหูกับเสียงถึงกันเข้าเกิดความได้ยินทางหูสามอย่างนี้ทำงานร่วมกันเรียกว่าผัสสะทางหู ทางจมูกทางกลิ่นถึงกันเข้าเกิดการได้กลิ่นรู้สึกกลิ่นเรียกว่าฐานะวิญญาณวิญญาณทางจมูกสามอย่างนี้เรียกว่าผัสสะ จำผัสสะนี้ไว้ให้ดีๆลิ้นถึงเข้ากับรสอร่อยไม่อร่อยก็สุดแท้เกิดความรู้สึกทางลิ้นที่เรียกว่าชิวหาวิญญาณสามอย่างนี้พบกันเข้าเรียกว่าผัสสะทางลิ้น ผิวหนังได้พบกันเข้ากับสิ่งที่มากระทบทางผิวหนังแห่งทุกส่วนส่วนใดก็ได้ของร่างกายมาพบกันเข้าเรียกว่าโหดตะพะและหูคนที่ไม่เคยไดยินเมื่อกายกระทบกันเข้ากับสิ่งที่มากระทบผิวกายมันก็เกิดการรู้สึกทางกายเรียกว่ากายะวิญญาณกายนี้ด้วย


 

 


สิ่งที่มากระทบด้วย กายะวิญญาณด้วยสามอย่างนี้พบกันเรียกว่าผัสสะทางกาย นี้จิตในความรู้สึกมากระทบก็เกิดมโนวิญญาณความรู้สึกทางมโนทางจิตทางใจเรียกว่าผัสสะทางจิตจำคำว่าผัสสะๆไว้ให้ดีๆเพราะว่าตัวปัญหาถ้าผัสสะโง่เรื่องก็จะเป็นทุกข์ไปตลอดถ้าผัสสะมันฉลาดมีความรู้ในเรื่องมันก็จะฉลาดไม่เป็นทุกข์นี้ผัสสะนั้นจะโง่หรือจะฉลาดนั้นก็แล้วแต่สติของคนและปัญญามาทันเวลาที่ผัสสะอาการผัสสะนั้นหรือไม่ที่บอกว่าเห็นรูปมีผัสสะทางตาสติเอาปัญญามาทันผัสสะจะเป็นผัสสะฉลาดผัสสะที่ฉลาดมันก็จะให้เกิดความรู้เพราะว่ามันมีความฉลาดเวทนาที่เกิดต่อไปจากผัสสะมันจะเป็นเวทนาที่มีความรู้คุมอยู่ก็ไม่เกิดปัญหาคือความอยากอย่างโง่ๆน่ารักก็รัก น่าโกรธก็โกรธ น่าเกียจก็เกียจถ้ากลัวก็กลัวอย่างโง่ๆเพราะมันโง่ที่ผัสสะ มันโง่ที่เวทนา

 

 

 


ปัญหาคือความอยากก็เกิดอุปาทานตัวกูของกูอยาก ก็เกิดภพความเป็นแห่งตัวกูขึ้นมาในกรณีนี้ภพก็เกิดชาติคือความรู้สึกคือตัวกูที่เป็นรูปแบบของกูเรียกว่าชาติมันมีชาติแล้วอะไรก็เป็นของกูมันเกิดทุกข์ทั้งนั้นความเกิดก็ของกู ความแก่ก็ของกู ความเจ็บก็ของกู ความตายก็ของกู เมียของกู ลูกก็ของกูตัวของกูสมบัติก็ของกูมารรวมอยู่ที่ตัวกูมันเป็นทุกข์ทั้งนั้นถ้าสติมีและก็เอาปัญญามาทำในเวลาผัสสะเรียกผัสสะฉลาดให้เกิดเวทนาขึ้นเป็นเวทนาที่ฉลาดควบคุมอยู่สำหรับตาหรือเห็นรูปทางตารู้ว่าสวยก็ได้ไม่สวยก็ได้ตี่นั่นมันไม่หลงรักเราเกียจที่ไม่สวยมันรู้สึกว่าเวทนาเท่านั้นคือความรู้สึกทางตาเท่านั้นซึ่งจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างที่เราเคยศึกษาและของมากระทบตาสวยก็ได้ ไม่สวยก็ได้ผู้หญิงก็ได้ผู้ชายก็ได้อะไรก็ได้การให้รู้สึกว่าเวทนานั้นมันขัดกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อตาเห็นรูป

 

 

 


 เมื่อหูฟังเสียง เมื่อจมูกได้กลิ่น เมื่อลิ้นได้รส เมื่อผิวหนังได้สัมผัสทางผิวและจิตได้รับความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งมันไม่หลงรักไม่หลงเกียจด้วยเวทนาเมื่อเป็นอย่างนี้มันไม่เกิดปัญหาเกิดความอยากอย่างโง่เขลานี่คือปัญหาถ้าไม่มีปัญหาไม่มีอุปาทานไม่มีความรู้สึกว่าตัวกูเพรามันไม่มีความอยากไม่มีความอยากมันก็ไม่มีตัวกูอยากมันก็ไม่มีภพไม่มีชาติเป็นอันเดียวกับตาเห็นรูปหรือว่าหูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่นความทุกข์มันต้องมีถ้าหลับตามองเห็นภาพมันมีว่าทุกจุดที่เรียกว่าผัสสะมันเป็นจุดตั้งต้นที่จะแยกทางไปฝ่ายที่เป็นทุกข์หรือฝ่ายที่ไม่เป็นทุกข์ถ้าสติมาทันขนเอาความรู้มาเท่าไรเป็นผัสสะฉลาดก็ไม่เกิดปัญหาเป็นทุกข์อุปาทาน ผัสสะ เวทนาสักว่าเวทนานั้นโว้ยมัวไปหลงอย่างนั้นว่าสวยหรือไม่สวยน่ารักหรือไม่น่ารักจนเกิดความรักเกิดความไม่รักเรียกว่าเวทนามันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้เรามีเรื่องที่จะต้องจัดการกับเวทนานี้ไหมถ้ามันมีเรื่องก็จัดการกับเวทนาอย่างไรตามที่สมควรไม่ให้เกิดเรื่องราวขึ้นจะหาความรู้ต้องเข้าใจเกี่ยวกับเวทนานั้นได้หรือรูปที่มาตกกระทบกลายเป็นวัตถุแห่งการศึกษาแล้วมันก็ไม่เกิดปัญหาอุปาทาน ภพ ชาติ เป็นทุกข์ถ้ามันไม่ต้องทำอะไรหมดก็ปล่อยให้มันเลิกไป


 

แต่ถ้ามันสมควรที่จะทำอะไรผัดได้เกี่ยวกับเวทนานั้นแล้วเราก็จะเห็นว่าสวยรองสวยดูบ้างและแล้วจิตก็ไม่หลงในความสวย ถ้าไม่สวยก็ไม่สวยก็ไม่หลงในความไม่สวยจนเกิดรำคาญเป็นทุกข์ในเรื่องที่หูได้ยินเสียงไพเราะหรือไม่ไพเราะก็มีหลักอย่างเดียวกัน จมูกได้กลิ่นหอมเหม็นก็หลักอย่างเดียวกันลิ้นได้รู้รสอร่อยหรือไม่อร่อยก็มีหลักอย่างเดียวกันมันเกิดเวทนาแล้วก็สติเอาปัญญามาทันในขณะผัสสะเวทนานั้นคือเวทนาฉลาดมีสติปัญญาคุมอยู่มันก็ไม่เกิดปัญหาภพชาติในชีวิตประจำวันเมื่อท่านมองให้เห็นความสำคัญที่ถูกต้องคือสติเมื่อไม่มีสติปัญญาก็ขัดข้องแล้วเป็นผัสสะโง่และเป็นเวทนาโง่มันเป็นความอยากที่โง่คือปัญหาและมีตัวกูผู้อยากขึ้นมา


 

จนกระทั่งมันต้องเป็นทุกข์ทุกชนิดเพราะมีตัวกูมองอยู่สำหับจะเป็นเจ้าของนั่นเจ้าของนี่มันก็ได้เป็นทุกข์สรุปความกันเสียทีว่าถ้าไม่มีสติคนเราจะต้องเป็นทุกข์ทุกคราวที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจได้รับอารมณ์ภายนอกเข้ามาสัมผัสนั้นเราจึงต้องการความมีสติขจัดปัญหาเหล่านี้เพื่อจะมีสตินั้นเราจะต้องฝึกสติคือที่เรียกว่าสติสัณฐานเวลาคิดให้มีสติมาทันแก่เวลานี่คือความจำเป็นที่จะต้องฝึกสตติก็คือฝึกสมาธิเพื่อจะเอามาใช้ให้ทันแก่เวลามีสติมากพอให้มีสติรวดเร็วทันแก่เวลาไม่ใช่เพราะว่าไอ้สติมันรวดเร็วเหมือนกับตอนแรกมันรวดเร็วตอนแรก


 

 


ถ้าสติไม่มากไม่พอไม่เร็วมันก็ไม่ทันยิ่งมีสติเมื่อตาได้เห็น เมื่อหูได้ยิน เมื่อลิ้นได้รสเมื่อกายสัมผัสทางผิวกายหรือจิตสัมผัสนั้นการฝึกสติให้มากพอรวดเร็วนั้นมันสำคัญอย่างยิ่งถ้ามองอีกทางหนึ่งเป็นประโยชน์ปีกย่อยมันก็มีความสุขมันหยุดสิ่งต่างๆไม่มารบกวนได้เมื่อจิตเป็นสมาธิไม่มีใครมารบกวนจิต แต่มันก็มีความสบายมีความสุขนั้นเราจึงฝึกสมาธิสำหรับจิตมีสมาธิแล้วไม่มีอะไรมารบกวนได้ถ้าพูดกับกันถ้ามีอะไรมารบกวนมันก็อยู่ในสมาธิไม่มีอะไรรบกวนได้แต่ทั้งหมดนี้มันเป็นไปด้วยสตินั้นเราก็ต้องฝึกสติด้วยวิธีที่เรียกว่าสมาธิภาวนาเรียกว่าสติสัณฐานก็ได้แต่เหตุที่เราคิดด้วยทางหายใจเราก็เรียกว่าอาณาปานสติภาวนาการฝึกสติโดยอาศัยลมหายใจเข้าออกเป็นการฝึกให้จิตมีคุณค่าถึงที่สุดเท่าที่มันจะมีได้จิตที่มาตามธรรมชาติอย่างมันก็มีของมันอยู่ระดับหนึ่งแต่ไม่มีคุณค่าไม่มีประโยชน์ที่สุดนั้นเราต้องการสิ่งนี้ให้มีประโยชน์ที่สุดเราก็พึ่งมันให้จิตนี่มีสติแล้วก็มีปัญญาถ้าเราศึกษาเรื่องธรรมะอยู่จิตก็สะสมปัญญาความรู้เอาไว้เมื่อเราฝึกสมาธิอยู่จิตมันก็มีสติคือเครื่องที่จะขนปัญญามาใช้ให้ทันเวลา


 

 


ถ้าจิตมีสติและมีปัญญารอบตัวดูเหอะความล้มเหลวต่างๆ ความทุกข์ร้อนในใจ ความวิตกกังวลมันเกิดมาจากไม่มีสติพอไม่มีปัญญาพอเมื่อเรามองเห็นข้อเท็จจริงอย่างนี้แล้วมันจะเจอฉันทะความพอใจที่จะฝึกสมาธิเกิดความพากเพียรที่จะฝึกสมาธิเอาใจใส่สอดส่องกับการฝึกสมาธิเราก็ต้องฝึกได้สักวันหนึ่งถ้ามีสมาธิแล้วก็ต้องมีสติด้วย มีปัญญาด้วยแยกออกให้เห็นว่าระบบของการฝึกนั้นมันทำให้เกิดสติ เกิดสมาธิ เกิดปัญญาด้วย

 


 

 

แต่ข้อนี้หมายถึงระบบอาณาปานสติด้วยที่ผมทำอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้การฝึกสมาธิมีหลาย 10 แบบทุกแบบเป็นสมาธิได้ด้วยกันทั้งนั้นไม่ว่าแบบไหนจะช่วยฝึกสมาธิไม่มากก็น้อยแต่ที่จะเกิดสติสมบูรณ์ให้เกิดปัญญาแบบสมบูรณ์เรามาพิจารณาสังเกตดูแล้วว่าระบบไหนที่แน่คือตรงตามที่เราบรรจงยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้เรียกอาณาปานสติภาวนาทรงชี้แจงแนะนำว่าฝึกอาณาปานสติภาวนจากความสำเร็จในการตรัสรู้ก็อาศัยอาณาปานสติภาวนาทรงเล่าให้เองไอ้เรื่องอย่างนี้หาอ่านได้จากเรื่องพระพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ว่าพระองค์ทรงประสบผลสำเร็จในการตรัสรู้ด้วยอาณาปานสติภาวนาทรงแนะนำสั่งสอนว่าให้ใช้ระบบนี้เพราะเราจึงรับเอาระบบนี้มาเป็นหลักปฏิบัติสำหรับสถานที่นี้นี่คืออาณาปานสติภาวนาเพื่อมีสติเพื่อมีสมาธิเพื่อมีปัญญาเรียกอาณาปานสติภาวนา 

 


 

 

ทีนี้ก็อยากจะอธิบายส่วนที่มันเป็นความรับของธรรมชาติเกี่ยวกับเรื่องที่จะเป็นสมาธิหรือไม่เป็นสมาธิทีนี้เรามาใช้คำว่าความรับของธรรมชาติแม้แต่ธรรมชาติมันมีอยู่แล้วมันมีกฎเกณฑ์ของมันอยู่แล้วว่าถ้าทำอย่างนี้ๆแล้วผลก็จะเกิดขึ้นอย่างนี้ๆมนอย่างนี้ๆผลก็จะเกิดขึ้นอย่างนี้ๆมันเป็นเกณฑ์ธรรมชาติทุกอย่างมันมีกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมันมีกฎเกณฑ์ของธรรมชาติเราจึงจะได้รับผลตามที่เราต้องการนี้ในเรื่องเกี่ยวกับสมาธิเท่านั้นมันมีอยู่ว่าจิตตามปกตินั้นมันฟุ้งซ่านมันเบามันไหวไปตามสิ่งที่มากระทบเราต้องฝึกให้มันหนักแน่นมั่นคงมันเกลี้ยงเกลาในสิ่งที่มารบกวนจิตให้จิตเป็นอิสระไวในการทำหน้าที่ของมันตามหลักต้องทำจิตให้มันมั่นคงเข้มแข็ง บริสุทธิ์สะอาดมันไวต่อหน้าที่ของมันจะต้องทำหน้าที่อะไรบ้างนี่คือความหมายของสมาธิ


 

 

สมาธิมีอะไรบ้างแล้วก็ต้องประกอบไปตามอย่างนี้จิตตั้งมั่นอยู่ที่อารมณ์ของสมาธินิวรมารบกวนจิตทีนี้จิตก็ว่องไวเฉียบแหลมในการทำหน้าที่ของจิตนั้นจิตชนิดนี้ก็มีสมาธิปัญญามันตัดกิเลสตัณหาอุปาทานสำเร็จต่อจากนี้จะพูดให้แคบเข้ามาว่าสมาธิหรือตั้งมั่นได้นั้นมันเป็นอย่างไรถ้าเป็นหลักทั่วไปไม่ว่าสมาธิแบบไหนต้องจับให้จิตได้กำหนดที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่อย่างแนบแน่นคือธรรมดาอยู่ว่างไปในอารมณ์ต่างๆนั้นความเป็นสมาธิมันไม่มีจึงต้องจับมันมากำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่กำหนดไว้ให้จิตมันกำหนดได้ก็แล้วกันนั้นมันจึงเป็นสมาธิหลาย 10 แบบ  นับตั้งแต่กำหนดราศี ดวงหรือวงต่างๆกันนั้นมันง่ายวงกลมๆขนาดเหมาะสมตั้งอยู่ตรงหน้ากำหนดอยู่ที่สิ่งนั้นถ้าทำสำเร็จบางทีก็ไปเลือกเอาซากซบในป่าช้าต่างๆกันเป็นเครื่องกำหนดทีนี้มันมีความมุ่งหมายอย่างอื่นแขวงด้วยนอกจากเป็นสมาธิแล้วก็ยากจะเห็นสิ่งหลอกลวงความไม่งามเป็นต้นอย่างเช่นซากศพเป็นจิตเป็นสมาธิก็ได้เหมือนกันที่นี่ยังมีต้นไม้หลาย 10 แบบที่ตรงก็คือข้อที่ว่าต้องทำอย่างไม่มีกำหนดแล้วเราก็ได้บอกแล้วว่าที่พอใจที่สุดพุทธเจ้าท่านทรงแนะมาเองว่าลมหายใจเรามีการหายใจลมหายใจท่านสอนเอาลมหายใจนั้นเป็นวัตถุเป็นนิมิต เป็นอารมณ์ เป็นวัตถุเป็นที่ตั้งเป็นอารมณ์จิตมันจะได้เปาะ


 เป็นนิมิตคือจิตมันจะได้เพ่งที่นั่นยังเรียกชื่ออย่างอื่นได้อีกที่เรียกกันมากคือวัตถุที่จิตกำหนดอารมณ์สำหรับจิตเป็นนิมิตสำหรับจิตเพ่งดูเมื่อเขาใช้อย่างอื่นก็ได้แต่ว่าอาณาปานสตินี้ใช้ระบบหายใจคือหายใจอยู่ตลอดเวลาและระบบนี้มันดีปฏิบัติได้เรื่อยไม่ต้องเปลี่ยนระบบเป็นเรื่องไม่ต้องเปลี่ยนอารมณ์ปฏิบัติไปได้เรื่อยจนถึงขั้นสุดท้ายเรียกว่าหลุดพ้นแล้วและเหตุที่เกี่ยวกับลมหายใจตลอดสายเราจึงเรียกว่าอาณาปานสติภาวนาการทำจิตให้เจริญโดยอาศัยลมหายใจเข้าออกไอ้ 16 ขั้นนั้นระเอียดมากไม่เหมาะที่จะเอามาเจระนัยยุ่งหัวและเสียเวลามากจะบอกแต่ใจความสำคัญว่าเอาลมหายใจมาเป็นวัตถุสำหรับกำหนด เป็นอารมณ์สำหรับเกาะยึดนิมิตสำหรับเพ่งดูตรงนี้ยากอธิบายแจ้งสุกนิดหนึ่งว่าไอ้สิ่งที่จะเกาะได้ง่ายที่สุดนั้นมันเป็นเรื่องของภาพที่เห็นด้วยตา หรือธรรมดาก็ได้เช่นหินก้อนนี้เป็นภาพก้อนหินที่จิตกำหนดหรือเป็นภาพตาภายในที่ไม่ใช่ตาเนื้อเป็นตาภายในเรื่องของจิตมันเห็นได้โดยมโนภาพคุณลืมตาดูก้อนหินก้อนนี้ให้ชินตาแม้แต่หลับตาก็ยังเห็นก้อนหินก้อนนั้นอยู่มันก็เรียกว่าเรามีตาเห็นด้วยตา2 ชัดเห็นด้วยตาธรรมดาแล้วต่อมาก็จะเห็นด้วยตาภายในคือตาจิตตอนนี้เรียกว่าเห็นมโนภาพก้อนหินที่เห็นด้วยตาธรรมดาแต่ถ้าก้อนหินที่เห็นด้วยตาภายในหลับตาแล้วยังเห็นอย่างนี้เรียกมโนภาพการฝึกสมาธิต้องผ่านมาด้วยการเห็นทางมโนภาพทั้งนั้นเพราะมันง่ายจะไปตั้งต้นด้วยทุกแบบสุดท้ายมารวมด้วยการเห็นด้วยมโนภาพอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ดูหลอดไฟฟ้าธรรมดาหลับตาก็ยังเห็นหลอดไฟฟ้าอย่างนี้เรียกมโนภาพนั้น

 


 

 

ถ้าเราสามารถบังคับจิตให้สามารถสร้างมโนภาพแปลว่าเรามีอำนาจทางจิตเข้าทาคือทำจิตให้มีมโนภาพได้จิตก็มีทั้งดีทั้งเลวมันก็ยิ่งๆขึ้นไปมันก็มโนภาพทั้งนั้นมโนภาพจะสร้างขึ้นมาจากอะไรต่างจากวัตถุที่เห็นๆก็ๆได้สร้างมาจากความคิดนึกก็ได้ถ้าสร้างสำเร็จแต่มันยากมากที่จะสร้างมโนภาพจากจิตสำนึกส่งที่มันเห็นได้ด้วยตาหรือรู้สึกได้ด้วยประสาทอย่าให้ใครเอามาเป็นอารมณ์ของสมาธิแต่เรียกว่าเป็นลมหายใจวิ่งเข้าวิ่งออก

 


 

 

แต่สุดท้ายเราเปลี่ยนให้มันเป็นมโนภาพขึ้นมาเป็นดวงเป็นรูปร่างที่สุดของจมูกที่ลมกายใจจะกระทบทุกครั้งที่มันหายใจเข้าออกมันก็เรียกว่าสร้างมโนภาพจนมาที่ตรงนั้นนี่อธิบายล่วงหน้าไปแล้วนะว่ามันต้องฝึกจิตสามารถสร้างมโนภาพกำหนดขึ้นมาแล้วอย่างแน่วแน่มันจึงจะเกิดสมาธิเป็นรูปชานเป็นชานที่ 1 เป็นชานที่ 2  เป็นชานที่ 3 เป็นชานที่4 ทีนี้ไอ้เราก็พูดกันหน่อยตั้งแต่ต้นเรื่องอาณาปานสติกำหนดลมหายใจในขั้นแรกนั่งในที่สะดวกสบายพอสมควรไม่มีอะไรรบกวนแต่ถ้าเราหาที่อย่างนั้นไม่ได้เราก็ไม่รู้ไม่ชี้มันว่าจะมีอะไรมารบกวนอย่าไปสนใจถ้าเราหาที่ที่ดีกว่านั้นไม่ได้ก็อยู่ที่บ้านเราไปเห็นผู้ฝึกสมาธิในอินเดียต้องฝึกในพุทธญาณสาธารณะมันก็ยังฝึกของฝันได้คนมานั่งตรงนั้นตรงนี้มันก็หลับตาปิดหูปิดตาทำสมาธิของมันได้นี่คนไปเที่ยวเดินมั่วไปนี่มันไม่โง่มันหาได้ดีที่สุดอย่างไรมันก็ทำได้อย่างนี้พวกเรามันโง่มันต้องเงียบสงัดต้องไม่มีอะไรมันก็โง่แต่อย่าไปตัดมันอย่างนั้นหาที่เงียบสงัดไม่ได้ก็ที่บ้านอย่าไปดูไปฟังไปสนใจกับมันนี่หาที่ที่พอเหมาะร่างกายปกติดีไม่เจ็บไม่ไข้ไม่วิปริตในร่างกายก็นั่งลงทำสมาธิด้วยท่านั่งลงที่เขาเรียกว่าขัดสมาส


ขัดสมาสก็คือขัดสมาธิเป็นท่านั่งที่มันแน่นพอที่จะทรงตัวอยู่ไอ้ท่านั่งขัดสมาสอย่างที่ซ้อมๆกันอยู่มันเป็นท่านั่งที่เหมาะสำหรับการฝึกสมาธิคือพับเท้าซ้ายเข้ามาบนเข่าขวายกเท้าขวาขึ้นมาทับบนเท้าซ้ายมันก็แน่นและมือวางไว้บนเข่าอย่างนี้มันมีความแน่นเหมือนลูกพีระมิด ลูกพีระมิดสามเหลี่ยมมันล้มไม่ได้นั้นผู้ชายตามปกติแนะนำต้องให้นั่งเพื่อฝึกสมาธินั่งขัดสมาธิทั้งนั้นผู้หญิงก็นั่งอีกแบบนั่งพับขาลงไปตรงๆแต่ที่ประเทศพม่าที่สำนักใหญ่ประเทศพม่านั่งขัดสมาธิทั้งหญิงและชายนั่งแบบขัดสมาสแบบพระพุทธรูปบางคนก็นั่งไม่ได้ขามันแข็งก็นั่งไม่ได้มาหัดกันขานั่งเป็นสมาธิได้อยู่เป็นสัปดาห์ร้องห่มร้องไห้น้ำตาไหลว่านั่งขัดสมาธิมันไม่ได้กว่ามันจะได้กินเวลาเป็นสัปดาห์เดือนๆนี่คือว่าจิตเป็นสมาธิแล้ว      ไอ้ความรู้สึกมันไม่เป็นสำนึกมันขัดสำนึกอย่างนั้นอย่างนี้พอเริ่มวิธีขัดสมาธิขามันขัดกันอยู่แล้วมือมันก็อยู่บนเข่ายิ่งล้มไม่ได้ให้จุดศูนย์ถ่วงมันอยู่ตรงกลางของกระดูกข้างหลังตลอดลงไปมันก็ล้มไม่ได้เพราะเป็นสมาธิมันไม่มีสำนึกมันก็ล้มไม่ได้มันมีเหตุผลอย่างนั้นหรือมีความจำเป็นอย่างนั้นแต่ถ้าทำไม่ได้มันก็ผ่อนผันไปตามเรื่องแต่ถ้าว่าเราจะนั่งอิงที่เก้าอี้ให้สะดวกมันก็ได้เหมือนกันทำให้สมบูรณ์แบบแล้วก็นั่งให้ตัวเองล้มไม่ได้อย่างนี้เป็นวัตถุประสงค์เธอต้องนั่งตัวตรงเพื่อเกิดความปกติในการหายใจถ้าเรานั่งตัวงอมันหายใจไม่สะดวกมันให้เกิดความปกติในการหายใจที่ให้นั่งตัวตรงทีนี้ก็เริ่มกำหนดลมหายใจ ลมหายใจมันมีอยู่แล้วอย่างไรเราก็กำหนดให้มันรู้ก่อนว่ามันเป็นอยู่อย่างไร


 

 

เพื่อให้รู้ธรรมชาติกันเสียก่อนว่าตามธรรมดามันเป็นอย่างไรก็เริ่มสติกำหนดอยู่ที่ลมหายใจจะใช้คำว่าจิต จิตกำหนดลมหายใจ ภาษาไทยมันดิ้นได้ถามว่าอะไรกำหนดก็ตอบว่าจิตกำหนดลมแต่จิตที่กำหนดลมก็เรียกว่าสติเมื่อมันเข้าไปมันก็ตากำหนดเข้าไปเมื่อมันออกมาก็ตากำหนดออกมามันวิ่งตามลมมันก็ดูแย่ที่สุดมันวิ่งตามลมข้างในสุดที่สนะดือข้างนอกสุดที่สะดือในจมูกแล้วจะมีลมหายใจวิ่งไปวิ่งมาอยู่ระหว่าง 2 จิตนี้ไม่ขาดไม่มีระยะที่ว่างที่ไม่ได้กำหนดไม่มีเมื่อเข้าไปข้างในแล้วมันมีเวลาที่จะกลับออกมา


 

 


ไอ้ตรงนั้นมันอาจจะว่างหรือขาดตอนหรือว่าหายใจออกสุดแล้วตอนที่มันจะกลับไปมันมีระยะว่างนิหนึ่งไอ้ว่างนิดหนึ่งจิตมันอาจจะหนีไปไหนก็ได้แต่ว่าถ้าเราเป็นนักเลงสักหน่อยมันก็ไม่หนีได้วิ่งตามลมหายใจเข้า ออกๆให้สำเร็จสักขั้นในขั้นแรกมันก็มีอย่างนี้เดี๋ยวนี้ถ้าเรามีลมหายใจเป็นอารมณ์เป็นนิมิตสำหรับจิตกำหนดทั้งเข้าทั้งออกหรือตลอดเวลาพบกันก็เหมือนกับว่าพี่เลี้ยงระวังเด็กที่นอนอยู่ในเปลยังไม่หลับมันก็ต้องส่ายหน้าตามเปลไปมามันให้เด็กมันตกลงมาจากเปลจิตนี้มันกำลังกำหนดลมหายใจไม่ให้ขาดตอนได้เพียงขันแรกขั้นที่หนึ่งเท่านั้นกำหนดลมหายใจเข้าออกมันมีปัญหาแก่บางคนก็ทำไม่ได้แล้วคนนั้นมันโง่ทำไม่ได้ทำได้นิดเดียวมันก็ทำไม่ได้จิตเราบังคับไม่ได้หนีไปก็ทันเวลาไอ้คนนี้มันโง่เพราะมันไม่รู้ว่าไม่มีใครทำอะไรได้ด้วยการกระทำครั้งแรกมันมาชอบเรียนเปรียบข้อเท็จจริงอันนี้เปรียบกับรถจักรยานเข้าใจว่าทุกคนในนี้ขี่รถจักรยานเป็นก็อยากจะถามว่าใครบ้างขึ้นนั่งบนจักรยานแล้วไปได้เลยใครบ้างยกมือขึ้นตลอดทางมันล้มกี่ครั้ง 20ครั้ง 30ครั้ง 40ครั้งมันจึงค่อยๆเข้ารูปแล้วก็ขี่จักรยานได้


 

 

ถ้าคนโง่มันก็เลิกตั้งแต่ล้มครั้งแรกไม่เหมาะสำหรับกูมันไม่ได้พอดีตรงนี้มีเคล็ดที่คนโง่ไม่ค่อยรู้นี่คือไม่มีใครสอนได้อาจารย์บอกว่าสอนได้มันก็โกหกอวดดีคือใครสอนให้คุณขี่รถจักรยานได้คือขี่จักรยานได้ลองไปตรวจสอบว่าใครสอนคุณขี่จักรยานได้เพื่อนคนไหนมันสอนได้มันได้แต่บอกอยู่ตรงนั้นจับตรงนั้นขี่ตรงนั้นไอ้ที่มันขี่ได้ไอ้รถจักรยานมันสอนรถจักรยานเป็นผู้สอน


แต่ถ้าให้ชัดไปอีกคือการล้มเป็นผู้สอนคิดว่าอาจารย์ที่ไหนมันสอน ไอ้การล้มหัวเข่าถลอกปอกเปิกมันสอนไอ้ใครมันสอนให้เยี่ยมก็รถมันสอนขี่ได้เรียนสอนให้ขี่ปล่อยมือได้ไม่มีใครสอนรถมันสอนเมื่อตอนเป็นฆราวาสขี่จักรยานปล่อยมือได้อะไรได้มันสอนรถมันสอนเรียกว่าการกระทำมันสอนการฝึกสมาธิมันไม่ได้มันก็ล้มขอให้ทำไว้เอาให้ชัดหน่อยเอาให้ได้แล้วเราก็ขี่จักรยานล้มน้อยเข้าแล้วเราก็มีความสุขมันก็ขี่รถจักรยานมันก็ล้ม 30 ครั้งสมาธิมันก็เหมือนการล้ม 30 ครั้งต้องการล้มเหลวอย่าอ่อนแอ อย่าเลิก อย่าท้อถอยมันก็ไปทำให้มันล้มและก็เอาการล้มเหลวมากำหนดใหม่เอาวิธีไปให้แน่นให้ติดต่อระเอียดอ่อนอะไรมากขึ้นมันก็เป็นไปได้แล้วมันก็ล้มมากขึ้น   ถ้าเปะปะไปแล้วค่อยๆเลียบเสมอ ถ้าทำนาต้องออกเข้าๆได้เสมอในขั้นแรกเอาแค่นี้ก่อนก็ได้เพียงแต่วิ่งตามลม เอามาวิ่งปลายจมูกมันกระทบที่ปลายจมูกสุดกังวลหรือว่ากระทบริมฝีปากไปทำอาการพิลึกโดยวิ่งตามแล้วจึงค่อยมาพูดกันใหม่แล้วควบคุมมันอย่างไรเป็นสมาธิที่อยู่ที่ตั้งเพราะว่าตัวกูจะเลิกนั้นเชื่อว่าสวยเราวิ่งตามและล่าสุดอย่าวิ่งตามให้คนแห่กันมาดูคนนั้นดูก็คงว่าหลับตาเสียรู้สึกแต่ลมหายใจที่มีเศร้าจะได้ทำได้อยู่มือที่ฝึกอยู่แล้วก็ฝึกดีวีดีมโนภาพหรือเปลี่ยนแปลงมโนภาพต่อไปเราจะมาพูดทุกคนฝึกสมาธิเพื่อเกิดกิเลสตามาทันเวลาในขณะที่ผัสสะ


 

 


ถ้าแก้ไขโลกนี้อยากฝึกสมาธิขึ้นมาบ้างไม่ได้อาตมาพูดต้องการให้ทุกคนฝึกสติเพื่อเป็นยานพหะนะนำทางอย่ามาทันเวลาในขณะผัสสะถ้าแก้ไขเรื่องนี้ได้คงอยากฝึกสมาธิขึ้นมาบ้างเพื่อสร้างความพอใจสนใจในเรื่องของการฝึกสมาธิได้พอสมควร และเรื่องอะไรก็ตามที่เราอยากได้มันไม่ยากนั้นก็คิดได้ว่าอยากจะฝึกสมาธิเราก็ขี่รถจักรยานได้เราก็อยากจะขี่เป็นอย่างมากไอ้สมาธิก็เหมือนกันเราก็ต้องฝึกสมาธิได้แน่นอนนั้นเราไปวิ่งตามดังคำสอนว่าหัวรุ่งค่อยพูดกันใหม่ให้มันต่อไปแล้ววันนี้ก็พอกันทีเพียงเท่านี้แล้วก็ปิดประชุมให้คุณไปทำตามที่กำหนดไว้

 

 
ทำไมธุรกิจแฟรนไชส์ไทยจึงมีการสะดุดการพัฒนา
ระบบแฟรนไชส์นั้นจะว่าง่ายก็ง่ายจะว่ายากก็ยากที่จะสร้างให้เติบโตเข้มแข็งได้ แต่เมื่อสรุปกันให้ดีแล้วธุรกิจในแนวคิดนี้จะกลายเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วหรือหยุดนิ่งกับที่นั้น

ทำไมธุรกิจแฟรนไชส์ไทยจึงมีการสะดุดการพัฒนา


พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์


Email: peerapong@consultant.com


www.peerapong.com




        ระบบแฟรนไชส์นั้นจะว่าง่ายก็ง่ายจะว่ายากก็ยากที่จะสร้างให้เติบโตเข้มแข็งได้ แต่เมื่อสรุปกันให้ดีแล้วธุรกิจในแนวคิดนี้จะกลายเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วหรือหยุดนิ่งกับที่นั้น พอวิเคราะห์ให้ดีแล้วจะเห็นได้ว่าทั้งหมดอยู่ที่การเริ่มต้น ถ้าการตั้งต้นออกตัววางแนวคิดจากหัวที่ผิดพลาดไป พอถึงส่วนท้ายจะกลับลำเรือให้เรื่องที่เคยทำผิดกลายเป็นสิ่งถูกต้องนั้นก็คงยาก



            ถ้าหันไปมองวงการบ้านเราที่เริ่มมีหลายยี่ห้อหลากประเภทที่สร้างขึ้นมาให้เข้าสู่ระบบแฟรนไชส์ แต่ก็ยังมีธุรกิจจำนวนมากที่ตั้งต้นวิธีคิดผิดพลาดทั้งที่วางแนวทางการจัดตั้งเป็นแฟรนไชส์ตั้งแต่เริ่มต้นดูดี เป็นเพราะด้วยหลายสาเหตุทำให้เกิดการเบี่ยงเบนของกระบวนการสร้างแฟรนไชส์ทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งบางทีเห็นแล้วเสียดาย เพราะกว่าจะสร้างให้เกิดโอกาสดีๆขึ้นมาได้แต่อาจด้วยขาดความรอบคอบไปสักหน่อยก็มักจะเกิดปัญหาสร้างให้เจ้าของธุรกิจท้อแล้วถอยเสียก่อน จากการศึกษาลึกลงไปแต่ละธุรกิจที่มีอันต้องสะดุดขาตัวเองหยุดกึกลงนั้นเราจะพบว่าลักษณะของปัญหาที่เป็นหัวข้อใหญ่ๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่เป็นเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงไปไม่ถึงฝั่งนั้นสามารถตีแผ่ขยายภาพได้ดังต่อไปนี้



เริ่มจากสภาพทั่วไปของความเข้าใจธุรกิจ ที่ระบบแฟรนไชส์ไทยไม่ได้แยกแยะหรือมีความเข้าใจในธุรกิจที่นำเสนอปัจจุบันว่า อะไรอยู่ในข่าย ธุรกิจสร้างอาชีพ ที่วิธีคิดใกล้เคียงแต่เงื่อนไขธุรกิจต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับระบบธุรกิจแฟรนไชส์แท้ๆ จากแนวคิดตั้งต้นที่ต่างกันทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่างกัน เมื่อมีการนำเสนอที่มีข้อยกเว้น เช่น ไม่เก็บค่าแฟรนไชส์ ไม่เก็บค่าบริหารซึ่งเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงบริษัทแม่ แทนที่ธุรกิจที่นำเสนอไปจะเน้นความแตกต่างเรื่องของการบริหารจัดการที่ดีกว่า ที่ในความเป็นจริงต้องมีความเชี่ยวชาญและการลงทุนมากกว่า แต่ด้วยความต้องการที่จะแข่งขันเพื่อการสร้างสาขาทำให้ความเข้าใจในการวางแนวทางการแข่งขันผิดพลาดยอมตามที่จะปรับระบบให้เป็นไปตามกันสุดท้ายก็ไม่สามารถสร้างระบบการบริหารที่ถูกต้องขึ้นได้ ขยายสาขาได้แต่ขาดทุนทรัพย์หนุนต่อเนื่องเพื่อที่จะดูแลสนับสนุนสาขาที่เป็นสมาชิกก็เกิดปัญหาแล้วต้องล้มเลิกกันไป




ในประเด็นต่อมาจะเป็นเรื่องของความรู้ในการจัดการและบริหารยังไม่ชัดเจน ยังขาดหลักวิธีที่นำให้พัฒนาไปสู่จุดหมายที่ต้องการ ในระหว่างทางต้องการแค่เพียงขยายสินค้าและต้องการสร้างสาขาให้มาก ในระยะเวลาสั้นที่สุดเพื่อหวังรายได้จากการขายสินค้าก็คือ พยายามเพิ่มสาขาที่เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้ามากกว่าการสร้างคุณภาพการจัดการของธุรกิจ ด้วยวิธีนี้ไม่ว่าการจัดตั้งจะประสบความสำเร็จในแง่การขาย ขยายสาขาเพิ่มได้อย่างดีก็จะมีปัญหาต่อมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาคุณภาพสินค้าไม่ได้ดูแลหรือดูไม่ทั่วถึง ทำให้สมาชิกไม่เข้าใจธุรกิจเพียงพอสุดท้ายก็มีการปิดตัวลง และส่งผลกระทบให้ตราที่ใช้เป็นร้านค้าไม่มีภาพพจน์ที่ดีพอ และกรณีนี้บางครั้งมักจะลงท้ายด้วยการพัฒนาตราบนตัวสินค้าแทนและผลักดันระบบค้าส่งเต็มที่แทนรูปแบบแฟรนไชส์ที่พยายามมาแต่เดิม ซึ่งในบางรายก็พอใจที่จะสร้างแนวทางของธุรกิจตัวเองที่เปลี่ยนไปดังกล่าว กลายเป็นว่าธุรกิจแฟรนไชส์นั้นเป็นบันไดขั้นแรกของการพัฒนาธุรกิจขายส่งที่ช่วยสร้างตราสินค้าให้เป็นที่รู้จักเท่านั้นจับไม่โดนตัวประโยชน์ของการขยายเครือข่าย



อีกเรื่องที่ต้องคำนึงถึงอย่างมากเพราะมักเกิดการเข้าใจผิดคือ แฟรนไชส์นั้นเป็นวิธีการขยายธุรกิจไม่ใช่กระบวนการเริ่มธุรกิจ เนื่องจากการพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์นั้นเป็นอีกขีดขั้นของความสามารถธุรกิจ เป็นวิธีการต่อยอดขยายงานมากกว่าจะเป็นการเริ่มต้นการสร้างธุรกิจจากไม่มีอะไรมาก่อน แฟรนไชส์ต้องมีการพิสูจน์เชิงปฏิบัติจริงให้ได้เสียก่อนว่าธุรกิจนั้นสามารถสร้างกำไรได้จริงทำให้อายุเฉลี่ยของธุรกิจที่ดำเนินการแฟรนไชส์ที่ไปได้จึงมักจะมีระยะเวลายาวนานกว่าธุรกิจที่ยังไม่มีความสำเร็จที่เห็นชัด ส่วนการดำเนินการมาสักระยะไม่ใช่เป็นธุรกิจที่เริ่มสร้างก็จะทำให้ธุรกิจมีขีดขั้นความสามารถการหาแหล่งเงินทุนในการพัฒนาธุรกิจไปโดยปริยายการลงทุนต่อเนื่องจะไม่มีปัญหา ดังนั้นการที่มีการส่งเสริมผิดทางที่ไปผสมการสร้างธุรกิจให้เป็นแฟรนไชส์กับการสร้างนักธุรกิจเกิดใหม่จึงจำเป็นต้องจัดคัดแยกให้เห็นชัด และปริมาณธุรกิจที่จะปรับตัวเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์ย่อมมีจำนวนน้อยกว่าการสร้างนักธุรกิจใหม่ขึ้นมา 



เรื่องต่อมาคือ การขาดแหล่งเงินทุนสำหรับแฟรนไชส์ซีที่เป็นเป้าหมายในการลงทุน เมื่อไรที่มีการสร้างแฟรนไชส์ที่ดีเกิดขึ้นก็ต้องมีการสร้างตลาดผู้ลงทุนรองรับไว้ด้วย ธุรกิจแฟรนไชส์ต้องการผู้มีขีดขั้นในการลงทุนที่เป็นการลงทุนระยะยาวและกลายเป็นหน่วยธุรกิจที่มั่นคงตามบริษัทที่เป็นแฟรนไชส์ซอร์ทำได้ แต่นักลงทุนรุ่นใหม่มักจะขาดเงินทุนเริ่มต้นที่เพียงพอ แหล่งเงินทุนที่เป็นสถาบันการเงินยังไม่เข้าใจหรือขาดความเชื่อมั่นในธุรกิจแฟรนไชส์ปัจจุบัน หรือธุรกิจที่เรียกว่าแฟรนไชส์วันนี้มีการออกแบบธุรกิจที่เล็กเกินไปไม่เหมาะกับกระบวนการธุรกิจการเงินพอ ถ้ากระบวนการสนับสนุนหรือรูปแบบการให้กู้ไม่ชัดเจนเพียงพอก็ทำให้แฟรนไชส์ต้องอาศัยเวลาพัฒนาตัวเองนานขึ้นเนื่องจากต้องใช้ความสามารถในการลงทุนของแฟรนไชส์ซีเองเป็นหลัก



สำหรับแฟรนไชส์ซีที่มีกำลังการลงทุนก็ต้องการระบบธุรกิจที่สนับสนุนค่อนข้างมาก ถ้าหากการวางระบบผิดพลาดโดยไม่มีรายรับในตัวธุรกิจที่ลงทุนที่ควรเกิดขึ้น แต่จะให้มีค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนเช่น ค่าบริหาร อย่างนี้ก็เห็นทีจะตกลงกันยาก ความขัดแย้งทางธุรกิจจากความคาดหวังจึงทำให้เกิดปัญหาขึ้น ดังนั้นแฟรนไชส์รายใหม่จะเกิดปัญหาทั้งผู้สนใจที่ดียอมรับในขีดขั้นความสามารถที่มีแต่กลายเป็นว่าเขาเหล่านี้ไม่มีเงินทุน และความยากในการบริหารความสัมพันธ์ที่เกิดจากความคาดหวังสำหรับนักลงทุนที่มีกำลังแล้วเรียกร้องมากเกินกว่าที่จะสนับสนุนได้จริง ขยับตัวไม่ออกเลยต้องหยุดการขยายตัวไปโดยปริยาย



สภาวะที่เล่ามานั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ซ้ำแล้วซ้ำอีกและทำให้การพัฒนาแฟรนไชส์ของคนไทยสะดุด แม้ว่าเรื่องแบบนี้ก็มักจะเกิดขึ้นเสมอในประเทศที่มีการพัฒนาระบบแฟรนไชส์ ก็ต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะต้องใช้การเรียนรู้ความเข้าใจของนักธุรกิจ นักลงทุนเองเป็นที่ตั้ง รวมถึงการที่ให้ภาครัฐเข้ามาจัดกระบวนการที่ถูกต้องมากขึ้นจะทำให้ระบบธุรกิจน่าเชื่อถือ และส่งผลให้การปรับตัวธุรกิจเป็นในทิศทางที่ควรเป็นมากขึ้น เมื่อระยะเวลาที่ปรับตัวผ่านไปความเข้มแข็งที่เกิดขึ้นก็จะกลายเป็นปัจจัยด้านหนึ่งที่จะเพิ่มขีดขั้นความสามารถการดำเนินธุรกิจให้วงการพาณิชยกรรมของไทยเต็มที่ ผลลัพธ์ที่เกิดจะสร้างโครงสร้างทางเศรษฐกิจปรับมูลค่ารายได้ของสังคมสูงขึ้นไปกับการพัฒนาขีดขั้นคุณภาพสินค้าและการบริการของภาคเอกชนไปด้วย แต่ถ้าทิศทางผิดออกไปจากที่ควรเป็นจะเกิดเรื่องอะไรวันนั้นผมเองคงไม่กล้าฟันธงหรอกครับ  เพราะผมกลัวธงผมหักครับ! พับเผ่ย.............

ประวัติศาสตร์ของ ¶

posted on 08 Feb 2008 07:43 by hotzmiler
ประวัติศาสตร์ของ ¶
ผลปรากฏว่าในหลายๆกรณี อาร์คีมีดีสทำสิ่งนี้โดยการใช้วิธีการเทียบ (method of analogy) หรือการทำแบบจำลอง (ดังที่เรียกกันในปัจจุบัน – modeling)
ผู้เขียน: นิตยสาร My Math

ซึ่งไม่ได้วางอยู่บนหลักการอะไรเลยนอกเสียจากหลักพื้นๆหยาบๆไม่สูงส่งอันใด และ เครื่องประดิษฐ์เกรดต่ำในเชิงพาณิชย์ นั่นคือสิ่งที่เขาถูกกล่าวหาว่าประดิษฐ์ขึ้นด้วยความไม่ค่อยเต็มใจ ใน The Method อาร์คีมีดีสได้ เขียนจดหมายถึง เอราทอสธีเนียส บรรณารักษ์แห่งอเล็กซานเดรีย ซึ่งเขาเคยได้พบกันว่า :

จากอาร์คีมีดีสถึงเอราทอสธีเนียส

ข้าพเจ้าได้ส่งบางทฤษฎีบทที่ข้าพเจ้าได้ค้นพบก่อนหน้าให้แก่ท่านก็เพียงเขียนแถลงเพื่อเชื้อเชิญท่านค้นหาทางพิสูจน์ ซึ่งในตอนนั้นข้าพเจ้ามิได้ให้ [...] การพิสูจน์ทฤษฎีบทเหล่านั้น ข้าพเจ้าได้เขียนบันทึกลงในสมุดเล่มนี้ซึ่งตอนนี้ได้ส่งมาให้ท่าน ดังที่ข้าพเจ้าเคยกล่าว มากกว่าเพียงการมอง ด้วยท่านเป็นนักเรียนที่ตั้งใจจริงจัง […] ข้าพเจ้าคิดว่าเหมาะแล้วที่เขียนขึ้นมาให้สำหรับท่าน และอธิบายรายละเอียดในสมุดเล่มเดียวกันซึ่งเป็นวิธีการที่เฉพาะอย่างยิ่ง ซึ่งมีความเป็นไปได้สำหรับท่านจะไดสืบสวนบางประเด็นปัญหาในทางคณิตศาสตร์โดยวิธีการทางกลศาสตร์ ข้าพเจ้าออกจะเชื่อว่าด้วยขั้นตอนวิธีการเช่นนี้มิได้ไร้มรรคผลใด แม้กระทั่งการพิสูจน์ทฤษฎีบทเหล่านั้นในตัวพวกมันเอง แน่นอนว่าสิ่งประการแรกสุดที่ต้องปรากฏชัดสำหรับข้าพเจ้าโดยวิธีการทางกลศาสตร์ แม้ว่ามันจะต้องแสดงให้เห็นด้วยเรขาคณิตในภายหลัง ก็เพราะว่าการสืบสวนเหล่านั้นจากวิธีการที่กล่าวถึงมิได้จัดแต่งขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นได้อย่างแท้จริง แต่ก็เป็นที่แน่นอนว่ามันเป็นการง่ายกว่า เมื่อเราได้ใช้มันด้วยวิธีการดังกล่าวซึ่งอาจใช้บางความรู้ของคำถาม เพื่อนำมาพิสูจน์ ซึ่งง่ายกว่าจะค้นพบโดยที่ปราศจากความรู้ใดๆก่อนหน้า



ตัวอย่างที่มีชีวิตชีวาของวิธีการเช่นนี้ ก็คือการประยุกต์ใช้หลักการของคานโดยอาร์คีมีดีสจนได้มาซึ่งปริมาตรของรูปทรงกลมบางส่วน หรือแม้กระทั่งรูปทรงกลมทั้งหมด ดังที่ได้แสดงในภาพ การค้นพบของอาร์คีมีดีสครั้งนี้ล้ำค่ายิ่ง จนกระทั่งเขาขอร้องให้นำรูปทรงกลมที่แทรกอยู่ในรูปทรงกระบอกไปจารึกที่แท่นหินเหนือหลุมศพของเขา และ สิ่งนี้ก็ได้ถูกทำขึ้น ด้วยคิดว่าแท่นหินนี้สูญหายไป เราได้รายละเอียดที่จารึกบนแผ่นหินนี้จาก ซิเซโร (Cicero) ซึ่งได้ไปเยือนในคริสต์ศตวรรษที่ 1 ในระหว่างที่เขาไปปฏิบัติงานในฐานะผู้สืบค้นที่ซิชีลี (Sicily)


หลักการของคานที่นำมาประยุกต์ใช้กับเรขาคณิต ระบบ PS ตั้งฉากกับ GF ที่จุดใดของ P จะตัดกับ รูปทรงกลม รูปทรงกรวย และ รูปทรงกระบอกโดยมีรัศมี PR,PQ และ PS ตามลำดับ อาร์คีมีดีสพิสูจน์ให้เห็นว่าวงกลมสองวงแรก (ซึ่งน้ำหนักของทั้งสองวงกลมได้สัดส่วนกับพื้นที่ของทั้งสองวงกลม) ที่วางอยู่บนคาน GEF ที่จุดหมุน E จะได้สมดุลกันกับวงกลมที่สามที่จุด P จากสิ่งนี้เขาจึงสามารถหาปริมาตรของส่วนของทรงกม หรือกระทั่งปริมาตรของทรงกลมทั้ง (4¶r3/3)



และความทรงจำที่น่าสนใจยิ่งสำหรับการที่ได้ค้นพบ The Method ซึ่งถูกค้นพบในปี 1906 ในคอนสแตนติโนเปิ้ล บนแท่นจารที่เรียกว่า palimpsest ซึ่งก็คือการลบล้างตัวอักษรข้อเขียนดั้งเดิมออกจากแผ่นหนังสัตว์ (หนังแกะหรือหนังแพะ) และแทนที่ด้วยตัวอักษรใหม่ ถ้าตัวอักษรดั้งเดิมที่ถูกลบล้างออกกระทำอย่างไม่สมบูรณ์ ก็จะสามารถกู้คืนมาได้ด้วยวิธีการถ่ายภาพแบบพิเศษ ซึ่งในกรณีนี้ ตัวอักษรดั้งเดิมนั้นเป็นการคัดลอกในศตวรรษที่10 ในงานบางอย่างที่รู้จักกันว่าเป็นของอาร์คีมีดีส ซึ่งรวมทั้งตำรางานที่ยังคงมีอยู่เพียงเล่มเดียวนั่น คือ The Method




ความริษยาของยุคกลางมิได้เป็นอย่างที่บิชอบแห่งยูคาทันหรือนักรบแห่งครูเสดที่คอนสแตนติโนเปิ้ลกระทำเสมอไป นั่นคือ การเผาตำราทางวิทยาศาสตร์ในฐานะงานของปิศาจ บางครั้งพวกเขาก็เพียงลบล้างตัวอักษรบนแผ่นหนังเหล่านั้นก็เพียงเพื่องานกระดาษหนัง บางทีพวกเขาคงจะลบล้างมันด้วยความหลงเชื่อเลอะเลือน

STUDY ABROAD “ 70 TOP HIT WEBSITES”

posted on 08 Feb 2008 07:42 by hotzmiler
STUDY ABROAD “ 70 TOP HIT WEBSITES”
แนะเว็บไซด์ดี ๆ ก่อนไปเรียนนอก

โดย บ.ก.แว่น




STUDY ABROAD “ 70 TOP HIT WEBSITES”
 แนะเว็บไซด์ดี ๆ
ก่อนไปเรียนนอก


• College and University Home Pages   
  href="http://www.mit.edu:8001/people/cdemello/geog.html">http://www.mit.edu:8001/people/cdemello/geog.html  

• web ข้อมูลเพื่อการศึกษาต่อต่างประเทศ    href="http://www.studygroupintl.com/thailand">http://www.studygroupintl.com/thailand  

• ศึกษาต่อต่างประเทศ เเละจัดหาทุน โครงการเเลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
สำหรับนร.มัธยม    href="http://www.dynamiceducation.net">http://www.dynamiceducation.net  

• สมาคมไทยแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ (สนต)    href="http://www.tiecastudyabroad.com">http://www.tiecastudyabroad.com  

• ข้อมูลการศึกษาต่อต่างประเทศ, การจัดลำดับมหาวิทยาลัย,
ทุนการศึกษา    href="http://www.educationservice.com">http://www.educationservice.com 

• International Education Consortium (IEC) -
แหล่งข้อมูลศึกษาต่อต่างประเทศ    href="http://www.go-study.net">http://www.go-study.net  

• การแนะนำการศึกษาต่อต่างประเทศ ชิงทุนการศึกษา    href="http://www.studyinfo.com">http://www.studyinfo.com  

• The most comprehensive Online Source of Graduate School
Information    href="http://www.gradschools.com">http://www.gradschools.com  

• Elite International - แหล่งข้อมูลศึกษาต่อต่างประเทศ   
href="http://www.eliteinter.homestead.com">http://www.eliteinter.homestead.com  

• ข้อมูลศึกษาต่อต่างประเทศ    href="http://www.educationlink.th.com">http://www.educationlink.th.com  

• ศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ    href="http://www.mentorisc.com">http://www.mentorisc.com  

• สำนักงานศึกษาต่างประเทศ ม.รังสิต - ข้อมูลศึกษาต่างประเทศ
ทุนการศึกษา    href="http://www.rsu.ac.th/sao">http://www.rsu.ac.th/sao 

• Education Network & Career Service Co.,Ltd.    href="http://www.ednet.co.th">http://www.ednet.co.th  

• ศูนย์ศึกษาต่อต่างประเทศ TIE (Thai International
Education)    href="http://www.riannok.com">http://www.riannok.com  

• Thai International Education Consultants
Association    href="http://www.tieca.com">http://www.tieca.com  

• ข้อมูลการศึกษาต่อในออสเตรเลีย    href="http://www.cpinter.com/.au">http://www.cpinter.com/.au  

• IDP Education Australia    href="http://www.idp.co.th">http://www.idp.co.th  

• ข้อมูลการศึกษาต่อในออสเตรเลีย    href="http://aei.deetya.gov.au">http://aei.deetya.gov.au  

• ค้นหาสถาบันและหลักสูตรการศึกษาในออสเตรเลีย    href="http://www.flinders.edu.au">http://www.flinders.edu.au  

• ค้นหาสถาบันและหลักสูตรการศึกษาในออสเตรเลีย    href="http://cricos.detya.gov.au">http://cricos.detya.gov.au  

• ศูนย์รวมข้อมูลการเรียนต่อต่างประเทศ และชุมชนออนไลน์   
http://come.to/uniadvice  

• ข้อมูลการศึกษาต่อในออสเตรเลีย    href="http://www.aecbangkok.org">http://www.aecbangkok.org  

• รายละเอียด การศึกษา และการท่องเที่ยว ออสเตรเลีย    href="http://www.jingjo.net">http://www.jingjo.net  

• ข้อมูลการศึกษาต่อใน Queensland    href="http://www.studyqueensland.qld.edu.au">http://www.studyqueensland.qld.edu.au  

• การศึกษาต่อในประเทศนิวซีแลนด    href="http://www.educationnz.org.nz">http://www.educationnz.org.nz  ์

• ศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อ ประเทศนิวซีแลนด์    href="http://www.jnzonline.com">http://www.jnzonline.com  

• แนะนำ และจัดหาสถานศึกษา ในนิวซีแลนด์    href="http://www.geocities.com/StudyInNewZealand">http://www.geocities.com/StudyInNewZealand     

• Web ข้อมูลศึกษาต่อสหรัฐอเมริกา    href="http://www.tanthai.com">http://www.tanthai.com  

• เกี่ยวกับทุนการศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกาhttp://www.usnews.com/usnews/edu/dollars/scholar/search.htm  

• US News University Ranking ... Mi11  href="http://www.usnews.com/usnews/edu">http://www.usnews.com/usnews/edu  

• รวมข้อมูลศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา    href="http://www.infoinside.com">http://www.infoinside.com  

• Princeton review website ... Mi11    href="http://www.review.com">http://www.review.com  

• สำนักงานผู้ดูแล นักเรียนในสหรัฐอเมริกา  href="http://www.thai-edu-in-us.org">http://www.thai-edu-in-us.org  

• การศึกษาต่อในประเทศแคนาดา  href="http://www.studyincanada.com">http://www.studyincanada.com  

• Resource on schools, scholarships and careers in Canada  href="http://www.schoolfinder.com">http://www.schoolfinder.com  

• หลักสูตรต่างๆ และการศึกษาในประเทศอังกฤษ    href="http://www.ecctis.co.uk">http://www.ecctis.co.uk  

• League Table of Universities in UK (2001)    href="http://www.thetimes.co.uk/section/0,,670,00.html">http://www.thetimes.co.uk/section/0,,670,00.html 

• Universities and their locations in UK     href="http://scitsc.wlv.ac.uk/ukinfo/uk.map.html">http://scitsc.wlv.ac.uk/ukinfo/uk.map.html  

• บริการจัดหาสถานศึกษา และทัศนศึกษาภาคฤดูร้อน
ในประเทศอังกฤษ    href="http://www.geocities.com/StudyInUnitedKingdom">http://www.geocities.com/StudyInUnitedKingdom  

• ระบบการศึกษาของฝรั่งเศส    href="http://www.education.gouv.fr">http://www.education.gouv.fr  

• ข้อมูลการศึกษาต่อในประเทศเนเธอแลนด์ -
ฮอลแลนด์     href="http://studyinholland.hypermart.net">http://studyinholland.hypermart.net  

• DAAD Study Information Centre Bangkok    href="http://www.daad.th.com">http://www.daad.th.com  

• ข้อมูลศึกษาต่อญี่ปุ่น    href="http://jeducation.com">http://jeducation.com  

• ข้อมูลศึกษาต่อญี่ปุ่น    href="http://www.aiej.or.jp/menue.html">http://www.aiej.or.jp/menue.html  

• แนะแนวเรียนต่อ ที่ประเทศจีน    href="http://www.china2learn.com">http://www.china2learn.com  

• Website ที่แนะนำเรื่อง มหาวิทยาลัยในจีน และความรู้
เกี่ยวกับภาษาจีนhttp://www.wikit.cjb.net  
• MBA Program
Ranking    href="http://www.ft.com/education/jan00_index.htm">http://www.ft.com/education/jan00_index.htm  

• Graduate Management Admission Council    href="http://www.gmac.com">http://www.gmac.com      

• ข้อมูลหลักสูตร MBA ในประเทศอเมริกา    href="http://www.mba.us.com">http://www.mba.us.com  

• รวบรวม industrial engineer ที่มีสอนทั้งโลก     href="http://gilbreth.ecn.purdue.edu/~tanchoco/iedepts.html#C">http://gilbreth.ecn.purdue.edu/~tanchoco/iedepts.html#C  

• ทุนอานันทมหิดล    href="http://kanchanapisek.or.th/amf/index.th.html">http://kanchanapisek.or.th/amf/index.th.html  

• ทุนการศึกษาต่อจาก ก.พ.    href="http://www.ocsc.go.th">http://www.ocsc.go.th  

• Thailand-United States Educational Foundation    href="http://www.fulbrightthai.org">http://www.fulbrightthai.org  

• องค์กรแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-นานาชาติ    href="http://www.iceeducation.com">http://www.iceeducation.com  

• มูลนิธิฯ เอเอฟเอส ประเทศไทย (AFS)    href="http://www.afsthailand.org">http://www.afsthailand.org 

• โครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยและอเมริกัน    href="http://www.thaiaupair.com">http://www.thaiaupair.com  

• รายละเอียดการสอบ TOEFL    href="http://www.toefl.org">http://www.toefl.org  

• ตัวอย่างข้อสอบโทเฟล    href="http://www.tofel.org">http://www.tofel.org  

• SAT    href="http://www.collegeboard.org">http://www.collegeboard.org 

• การสอบ GMAT, ทดลองทำสอบ และกลยุทธ์การทำข้อสอบ    
http://www.gmath.com  

• GRE    href="http://www.gre.org">http://www.gre.org  

• ACT    href="http://www.act.org">http://www.act.org  

• เตรียมสอบ TOEFL, GMAT, GRE, entrance ปริญญาตรี/โท   
href="http://acescores.netfirms.com">http://acescores.netfirms.com  

• ข้อมูลเรียนต่อต่างประเทศ และ การเตรียมตัวสอบต่างๆ เช่น TOEFL, GMAT,
GRE และ SAT    href="http://www.kapstar.com">http://www.kapstar.com
รวมทั้งช่วยคุณในการเขียน
Essay
• Homepage of Serm Lucksutr School    href="http://www.sanguan.com">http://www.sanguan.com  

• มาเรียนภาษาอังกฤษกัน    href="http://www.clta.on.ca">http://www.clta.on.ca  

• TELELINGUA EDUCATIONAL CENTRE    href="http://www.telelin.com">http://www.telelin.com  

• World Leader in Test Prep, Admission and Toturing   
http://www.kaptest.com  

• Study anywhere, anytime, anyplace and get international university
degree    href="http://www.campusonline.co.th">http://www.campusonline.co.th 

 

สนุกนึกเรื่องแฟรนไชส์

posted on 08 Feb 2008 07:42 by hotzmiler
 
สนุกนึกเรื่องแฟรนไชส์
เวลาว่างๆ ผมมักจะเดินชมตลาดดูว่าบ้านเราเมืองเรานั้นมีการค้าการขายไปถึงไหนกันบ้าง แต่ละร้านนั้นมีข้อดีข้อเสียในการจัดวางสร้างวิธีการให้บริการลูกค้าเป็นอย่างไร หรือถ้ามองแล้วน่าจะปรับเรื่องอะไรบ้าง

สนุกนึกเรื่องแฟรนไชส์


พีระพงษ์  กิติเวชโภคาวัฒน์


peerapong@consultant.com


www.peerapong.com


         


                เวลาว่างๆ ผมมักจะเดินชมตลาดดูว่าบ้านเราเมืองเรานั้นมีการค้าการขายไปถึงไหนกันบ้าง แต่ละร้านนั้นมีข้อดีข้อเสียในการจัดวางสร้างวิธีการให้บริการลูกค้าเป็นอย่างไร หรือถ้ามองแล้วน่าจะปรับเรื่องอะไรบ้าง บางครั้งก็จะมีการจดบันทึกไว้สำหรับเป็นข้อมูลการเขียนหนังสือ หรือใช้ในช่วงการเรียนการสอนเรื่องธุรกิจ บางทีจดไปจดมาเจ้าของร้านนึกว่าเป็นสรรพากร เล่นเอาตัวรอดแทบไม่ทัน

                ร้านต่างๆ นั้นมีมากมายหลายแบบหลายวิธีการ ไม่ว่าจะเป็นร้านที่เป็นแบบซื้อมาขายไปเน้นการจัดเรียงสินค้ารอเวลาลูกค้ามาซื้อหาเอาไป เน้นในเรื่องการจัดแต่งจัดวางทำให้ง่ายต่อการหยิบจับเชิญชวนให้ทดลองร้านลักษณะนี้มีมากครับ ไม่ว่าจะเป็นร้านเสื้อผ้า ร้านรองเท้า ร้านเฟอร์นิเจอร์  ร้านสะดวกซื้อ ถ้าเป็นร้านบางร้านที่เน้นให้บริการอย่างเดียวพวกร้านตัดผม ทำกุญแจ ซ่อมรองเท้า กระเป๋าก็มี นั้นก็จะวางรูปแบบการให้บริการเน้นความสะดวก เวลาที่รวดเร็ว ส่วนร้านอาหารที่มีหลายแบบก็จะเป็นแบบกึ่งบริการกึ่งสินค้าขาย ร้านหลากหลายเหล่านี้มีทั้งธุรกิจที่พัฒนากลายเป็นระบบแฟรนไชส์ บ้างก็ยังเป็นระบบสาขา หรือเป็นร้านเดี่ยวๆ ของตัวเอง ก็มีคำถามขึ้นในใจว่าถ้าเราจะพัฒนาร้านค้าเหล่านี้ให้กลายเป็นระบบแฟรนไชส์ขึ้นมาบ้างมีข้อจำกัด หรือความเป็นไปได้เรื่องไหนบ้างนะ จะได้มาสรุปเป็นข้อๆ เล่าสู่กันฟังถึงแม้ผมอาจจะเล่าในเชิงวิชาการง่ายๆ มาบ้างแล้วก็ตาม แต่วันนี้ถือว่าเป็นการนึกเล่นสนุกๆ ตามสไตรล์ก็แล้วกันนะครับ 


                จุดแรกที่ผมมักจะมองในการสร้างธุรกิจให้เป็นแฟรนไชส์นั้นเป็นเรื่องของ ความแตกต่าง เหมือนอย่างกฎของคอทเลอร์ ที่บอกว่าถ้าธุรกิจไม่มีความแตกต่างก็จะอยู่ไม่ได้ โอกาสตายคาตลาดมีสูงมาก การมองธุรกิจที่จะต้องเห็นทะลุว่าเขามีคามดีที่เห็นได้หรือสร้างขึ้นมาได้หรือไม่ ทั้งเรื่องความเร็วกว่า ดีกว่า ถูกกว่า ใหญ่กว่า หรือแม้จะเล็กกว่า หาข้อแตกต่างที่เห็นออกมาให้ได้ จริงๆ แล้วธุรกิจแฟรนไชส์นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องธุรกิจที่สลับซับซ้อนอะไรทั้งสิ้นไม่ต้องเป็นแบบเลิศหรูสะแมนแตน เป็นแต่ธุรกิจง่ายๆ อย่างที่เห็นกันอยู่ร้านที่เป็นแฟรนไชส์ที่เข้มแข็งนั้นเป็นร้านค้าง่ายๆ แต่ประสบความสำเร็จได้ ร้านที่มีลักษณะใกล้ชิดลูกค้ามากที่สุดมีกลุ่มเป้าหมายกระจายกว้างสินค้าใช้บ่อยมากเท่าไรยิ่งดี ร้านแบบนี้จริงๆ แล้วหาได้ง่ายอย่างมาก แต่ร้านง่ายๆ แบบนี้มีก็คือ มีวิธีการทำการค้าที่เป็นระบบสากลอย่างยอดเยี่ยม การควบคุมงานการวางแผนบริหารร้าน การจัดการเรื่องคุณภาพ การวางระบบที่ใช้เครื่องมือเครื่องใช้มาช่วยทำงานให้ดีขึ้น ร้านที่มีธุรกิจพื้นๆ แต่มีการบริหารจัดการที่ดีคือ ลักษณะที่สามารถฟันธงแบบหักสะบั้นได้เลยว่า ทำเป็นแฟรนไชส์ได้  ทำไมหรือครับ ก็เพราะถ้าธุรกิจมีการจัดระบบการทำงานอย่างดีมักจะง่ายต่อการสร้างขึ้นใหม่ให้ดีแบบเดิมได้ ทั้งยังสามารถสอนหรือถ่ายทอดคนที่จะมากลายเป็นแฟรนไชส์ซีในอนาคตได้ว่า ทำอย่างไรจึงจะสำเร็จเหมือนกับร้านต้นแบบ แน่นอนครับร้านที่เป็นร้านต้นแบบต้องมีพื้นฐานของธุรกิจที่เข้มแข็งด้วย ต้องขายดีกำไรดี ไม่งั้นต้องมาดูว่าธุรกิจจะต้องปรับอะไร การมองความสามารถการสร้างกำไรในธุรกิจสามารถออกแบบได้ถ้าระบบรวมถึงตราสินค้าขึ้นแท่นเป็นอันดับต้นๆ ในตลาดแล้ว



                ถ้าหันมามองตลาดโดยรอบอีกครั้ง จะเห็นว่าธุรกิจที่ปรับเข้าสู่แฟรนไชส์ได้นั้นต้องสามารถกระจายตัวไปอย่างน้อยทั่วประเทศได้จริง มีตลาดรองรับธุรกิจพอ ไม่ต้องการทำเลในเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น ยิ่งมีโอกาสกระจายไปทั่วประเทศการขยายไปต่างประเทศก็จะมีโอกาสไปด้วย การบริหารงานธุรกิจที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่ต้องอาศัยคามสามารถในการบริหารงานพอสมควร คนที่ผ่านงานองค์กรใหญ่จึงได้เปรียบเมื่อลงมือพัฒนาธุรกิจเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์ แต่ไม่น่าเชื่อว่าบางทีคนที่ทำอะไรใหญ่มาก่อนก็มีจุดบอด ตรงที่ทำเล็กไม่เป็นขาดความต่อเนื่องหรือสมาธิในการเอาใจใส่ ดังนั้นการดึงเอาจุดเด่นและระวังจุดบอดของบริษัทขนาดใหญ่หรือคนที่คิดใหญ่ผ่านงานใหญ่มาก่อนก็ต้องคอยระวัง ระบบแฟรนไชส์นั้นเหมือนลูกเล็กต้องดูแลใกล้ชิดเข้าใจในระบบจริงๆ จึงจะพัฒนาหาทางแก้ไขจุดบกพร่องได้ดี


                การสร้างระบบแฟรนไชส์นั้นคงต้องอาศัยคนที่ผ่านงานด้านนี้มาเป็นแนวทางให้ คิดเองทำเองได้ก็จริงอยู่แต่ต้องใช้เวลาและการศึกษาอย่างรอบคอบเสียก่อน ถ้าลองเสี่ยงกับเรื่องผิดเรื่องถูกมากเกินไป วันหน้าจะกลับแม้แก้จุดผิดพลาดนั้นไม่ง่ายและอาจจะแก้ไม่ได้ด้วยซ้ำ หลงทางเสียเวลา แต่ถ้าคิดผิดในเส้นทางแฟรนไชส์เสียทั้งเวลาและธุรกิจไปด้วยก็คงน่าเสียดาย.

 


ทักทายและอำลาแบบออสซี่
อาทิตย์นี้ขอสวัสดีปีใหม่ 2008 กันก่อน และขอให้ทุกคนมีความสุขเยอะ ๆ นะคะ ฉบับนี้พี่แพทขอทักทายแทนพี่ Tonkaroo หน่อย

อาทิตย์นี้ขอสวัสดีปีใหม่ 2008 กันก่อน และขอให้ทุกคนมีความสุขเยอะ ๆ นะคะ ฉบับนี้พี่แพทขอทักทายแทนพี่ Tonkaroo หน่อย นาน ๆ จะได้มีโอกาสกระโดดข้ามคอลัมน์มาแจมกันเผอิญพี่ Tonkaroo ติดภารกิจปีใหม่ พี่แพทก็เลยขอมาเขียนแทนฉบับนี้นะคะ  อาทิตย์นี้เราจะมารู้จักการทักทายและอำลากันแบบออสซี่นะคะน้อง ๆ ใครกำลังจะไปประเทศออสเตรเลียหรือมีเพื่อนต่างแดนจากที่โน่นก็ลองเอาความรู้นี้ไปลองใช้ทักทายเพื่อน ๆ กันดูในสำเนียงภาษาของเขานะจ๊ะ




 
 G’day mate (คำทักทายของออสซี่)




 ถ้าเราพบคนถูกใจในผับ (Pub ก็คือร้านขายเบียร์ หรือคล้าย ๆ ร้านเหล้า RCA บ้านเรา) ให้ทักทายว่า “G’day mate, how are you?” อ่านว่า “กึได ไม้.....ฮา ร้า ย่ะ?” (ฟังดูอาจจะตลก ๆ แต่มันใช้งานได้จริง ๆ นะ) ไม่ได้ออกเสียงว่า “ฮาว-อา-ยู” อย่างที่เรียนกันมา ยิ่งไปกว่านั้นถ้าสังเกตให้ดี ฝรั่งเขาก็จะทักทายแบบนี้เหมือนกัน ส่วนคำว่า “mate” ก็อ่านออกเสียงเหมือน “ไม้” ธรรมดาดี ๆ นี่เอง
 ส่วนคำตอบของคำทักทายข้างบนนี้ ในยุคปัจจุบันจะเป็นประโยคว่า “Good, Thanks and yourself?” (ไม่ใช่ I’m fine thank you and you เหมือนสมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์) หากท่านผู้อ่านอยู่เมืองไทย แล้วพบฝรั่งคนหนึ่งตอบคำทักทายมาด้วยประโยคนี้ ให้สันนิษฐานได้เลยว่า เขามาจากประเทศออสเตรเลีย อันนี้เป็นเคล็ดลับขั้นแรกในการแยกฝรั่งออกจากกันว่าใครมาจากประเทศไหน
 คำถามเปิดการสนทนาส่วนใหญ่ของคนที่รู้จักกันคือ “What are you up to?” (แปลเป็นไทยว่า “เป็นไงมาไงบ้างล่ะ”) เอาไว้ถามตอนที่ไม่รู้จะถามว่าอะไร ประโยคนี้ผู้ถามต้องการเปิดการสนทนา โดยที่ผู้ถามหวังว่าฝ่ายตรงข้ามจะเล่าอะไรให้ฟัง ซึ่งโดยปรกติชาวออสซี่ก็จะตอบว่า “Not much, …..” แล้วก็เล่าว่า วันนี้เขาได้ไปพบเจออะไรมาบ้าง ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการพูดคุย เป็นอะไรที่แปลก แต่เขาใช้เป็นประจำทุกวันกันแบบนี้
 
 คำลา See you later




 คำว่า See you later เวลาใช้ในสถานการณ์จริงในออสเตรเลีย ก็จะออกเสียงว่า “ซี-ยู-ไล้-ด้า” คำนี้มีความหมายที่แอบแฝงอยู่หลายอย่าง มีคนหนึ่งที่อธิบายความหมายของประโยคสั้น ๆ นี้ได้กินใจมาก เขาอธิบายว่า See you later มีความหมายแตกต่างจากคำว่า Good bye เพราะว่า See you later มันเป็น “คำสัญญา” ที่แปลว่า “แล้วพบกันใหม่นะ” ตามวัฒนธรรมของชาวออสเตรเลีย คำนี้จะบอกความในใจแฝงไปกับประโยคนี้ด้วยว่า “please take care of yourself, so I can see you again” (เธอต้องดูแลรักษาตัวให้ดีนะ เพื่อฉันจะได้พบเธออีก) เพราะหากว่าเธอไม่รักษาตัวเองให้ดี โอกาสหน้าเราก็จะไม่ได้พบกัน ซึ่งเป็นการผิดคำสัญญาที่ให้ไว้ว่า “See you later” ในครั้งก่อนนี้ ตอนที่เราจากกันคือ เราทั้งสองจะต้องกลับมาพบกันอีก



ว่าแล้วก็ ซี ยู ไล้ ด้า ... ในฉบับหน้ากับ Australia Talk นะคร้าบ.....

 
อะไรมันรวมอยู่สิ่งที่เรียกว่า “ตัวกู”
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลายอาตมาขอแสดงความยินดีในการเป็นผู้สนใจในธรรมด้วยการมาสู่สถานที่นี้เพื่อจะศึกษาธรรมะอาตมาก็ตั้งใจอย่างยิ่งที่จะสนองความประสงค์ของท่านทั้งหลายให้นึกอย่างละเอียดละออถี่ถ้วนว่าเราควรจะพูดเรื่องอะไรดีแน่นอนต้องพูดกันถึงเรื่อง

 

แต่มันก็ยากว่าเรื่องอะไรดีเรื่องธรรมะนั้นมันยุงไม่รู้ว่าเรื่องอะไรเพราะธรรมะมันเต็มไปด้วยหลาย
10 เรื่อง หลาย 100เรื่อง
เรื่องอะไรเรื่องธรรมะทั้งนั้นเราต้องการธรรมะที่ใช้ดับทุกข์ได้และเราก็ต้องการรู้ตัวธรรมะที่เป็นตัวความทุกข์ด้วยเหตุปัจจัยตามธรรมชาติที่มันก่อให้เกิดทุกข์แต่เดี๋ยวนี้การรู้ธรรมะของเรายังไม่พอเราเลยดับทุกข์กันไม่ได้คนยังเป็นโรคประสาทมากกว่าแมวคนเกือบทุกคนเป็นโรคประสาทไม่มากก็น้อยแต่จะหาแมวที่เป็นโรคประสาทสักตัวหายากลองไปสังเกตดูคนมีธรรมะทำไมเป็นโรคประสาทกว่าแมว
แมวเราถือว่ามันไม่มีธรรมะ


                                        แต่ทำไมมันไม่เป็นโรคประสาทมันนอนหลับง่าย
คนนอนหลับยากจนเป็นโรคประสาทเป็นโรคจิตตายไปเลยมันอยู่ที่ไหนกันทำไมไม่มช่วยพิทักษ์คนอย่าให้เป็นโรคที่ไม่ควรจะเป็นถ้าเป็นแล้วก็น่าระอายแมวพุทธบริษัทเป็นโรคประสาทและก็เสียชื่อพุทธบริษัทหมดเลยผู้ที่เรียกตัวเองว่าพุทธบริษัทตัวดีถ้าเป็นโรคเสียชื่อคือมันเป็นไม่ได้แล้วยังทำลายศาสนาด้วยทำให้คนทั้งโลกเข้าใจว่าธรรมะในพุทธศาสนาใช้ไม่ได้จะป้องกันไม่ให้พุทธบริษัทเท่านี้ไม่เป็นโรคประสาทก็ยังทำไม่ได้นีเป็นสิ่งที่เราต้องนึกและก็ตั้งหน้าตั้งตาทำให้จริงสักหน่อยในการให้ได้รับประโยชน์จากธรรมะแห่งพระพุทธศาสนาที่เรานับถืออาตมาอยากจะพูดว่ามีการเรียนธรรมะไม่รู้ธรรมะมีการเรียนทุกหนทุกแห่งเรียนไปอย่างนั้น เรียนอย่างนี้ มีแต่เรียนธรรมะแล้วไม่รู้ธรรมะ
นี่มันโง่ตรงไหนที่เรียนธรรมะแล้วไม่รู้ธรรมมักจะเรียนโดยวิธีท่องจำ
เรียนโดยการออกท่าออกทาง มันก็เป็นวิธีเรียนที่ไม่ทำให้รู้ธรรมะได้ทีนี้ขั้นที่ 2
มันรู้ธรรมะแต่แล้วมันไม่มีธรรมะทุกคนที่อยู่ที่นี่คงทะนงตัวว่ารู้ธรรมะข้อนี้ยอมให้ได้เพราะพูดกันเกร่อไปหมดแล้วดูให้ดีมันจะไม่มีธรรมะไอ้ตัวกูรู้ธรรมะมันจะไม่มีธรรมะรู้ธรรมะกันเป็นภูเขาเหล่ากาพูดกี่วันกี่คืนก็ไม่รู้จักจบแต่มันไม่มีธรรมะสักนิดหนึ่งจะหาธรรมะในตัวคนนั้นสักนิดก็ไม่มีคือมันหาไม่ได้มันรู้ธรรมะแล้วมันไม่มีธรรม ไม่ใช่รู้ธรรมะแล้วมันมีธรรมะ รู้สักแต่ว่ารู้ๆก็มีถ้ามีมันต้องมีคุณธรรมของธรรมะที่จะดับทุกข์ของมนุษย์ได้ทีนี้ก็พูดต่ออีกชั้นหนึ่งว่ามันมีธรรมะแต่ใช้ดับทุกข์ไม่ได้กันซะโดยมากธรรมะงมงายเรียกว่าธรรมะดับทุกข์ไม่ได้  ธรรมะเตลิดเปิดเปิงด้วยการท่องจำด้วยการคิดค้นอะไรก็ตามเสร็จแล้วไม่เอามาใช้ดับทุกข์ไม่ได้แล้วมันก็ยังต้องเป็นโรคประสาทอยู่ดีเหมือนคนมีเครื่องมือเครื่องใช้อะไรในบ้านแต่ใช้ประโยชน์ไม่ได้
เครื่องมือเหล่านั้นก็เป็นหมันนี่เป็นสิ่งที่น่าเวทนาสงสาน

ขอพูดอีกทีว่าเรียนธรรมะกันเกือบตายและก็ไม่รู้ว่ารู้ธรรมะอย่างท่วมหูท่วมหัวแล้วมันก็ไม่มีธรรมะ
มีธรรมะแล้วมันก็ใช้ดับทุกข์ไม่ได้นี่ขอให้ใคร่ควรดูว่าอย่างนี้เป็นความจริงเราจะเฉยไม่ได้เราต้องทำให้มีธรรมะชนิดที่ใช้ดับทุกข์ได้พูดง่ายๆอย่ามีแต่พิธีรีตองอาจจุพูดได้เลยว่าในวัดบางวัดหรือในโบสถ์บางโบสถ์ในนั้นไม่มีธรรมะเลยมีแต่พิธีรีตองมีแต่ประกอบพิธีรีตองมีแต่เสี่ยงเสียมซีไม่มีอะไรเลย อะไรๆมีพิธีรีตองใหญ่โต มโห ลานไม่มีธรรมะเลย  คนไปโบสถ์ส่วนใหญ่เป็นโรคประสาทกลัดกลุ้มเข้าไปในโบสถ์หวังว่าจะหายแล้วมันก็ไม่หายเพราะในโบสถ์ไม่มีธรรมะนี่ถ้าอย่างนี้เป็นเรื่องจริงทำยังไงในวัดในโบสถ์จะมีธรรมะใช้ดับทุกข์ได้ท่านทั้งหลายช่วยกันเอาไปคิดดูนี่คือปัญหา


ปัญหามันมีอยู่อย่างนี้เราเรียนธรรมะมันไม่รู้ธรรมะมันรู้ธรรมะแล้วมันไม่มีธรรมะมันรู้ธรรมะแล้วมันใช้ประโยชน์ไม่ได้เพื่อให้เวลาของท่านไม่สูญหายอาตมาก็จะพยายามที่สุดที่จะทำได้ว่าจะพูดเรื่องธรรมะอะไรกับท่านทั้งหลายให้ได้รู้ธรรมะและมีธรรมะและก็ใช้ธรรมะนั้นดับทุกข์ได้ขอให้ฟังกันดีๆอย่าฟังตามทำเนียมเอาไปพูดกันให้จ้อไปหมดอย่าแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรถ้าทำอย่างนี้กี่ปีกี่ปีมันก็ไม่มีอะไร





หัวข้อที่จะพูดก็คือคำสั้นๆว่าอะไรๆมันรวมอยู่สิ่งที่เรียกว่าตัวกูจะเป็นอะไรในส่วนชั่วมันก็เป็นตัวกู
อะไรๆที่เป็นส่วนดีมันก็รู้จักจัดการกับสิ่งที่เป็นตัวกูจะเกิดเป็นทุกข์ขึ้นมาเพราะสิ่งที่เรียกว่าตัวกู
จะดับทุกข์ได้ก็เพราะสิ่งที่เรียกว่าตัวกูมันดับหายไปจากจิตข้อนี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนาแต่พูดไว้ในภาษาบาลีหรือภาษาที่ฟังยากๆอาตมาพูดด้วยภาษาธรรมดา ภาษาไทย ค่อนข้างหยาบคายเพราะเป็นภาษาธรรมดาๆคำว่าตัวกูๆนั้นหมายถึงความรู้สึกว่าเป็นตัวตนที่รุนแรงเทียบกันดูว่าดีก็พูดว่ากระผมข้าพเจ้าอาตมาบ้าง

แต่ถ้ามันข้น มันร้ายระอุมันไม่พูดอย่างนั้นมันพูดว่ากูทั้งนั้นนี่ก็เห็นได้ว่าตัวกูมันมีก็ต่อเมื่ออารมณ์มันร้าย
อารมณ์มันแรงถ้ายังไม่ร้อนก็พูดว่าตัวฉัน ข้าพเจ้า อาตมา แต่มันก็คืออันเดียวกันคือตัวกูทั้งนั้นนี่ถ้ามันไปถึงสุดขีดนี่คือตัวกูความทุกข์จะเกิดก็เพราะเกิดตัวกู ความทุกข์จะดับก็เพราะดับตัวกูรายระเอียดค่อนข้างจะซับซ้อนว่าตัวกูมันในภาษาบาลีมีใช้อยู่หลายระดับถ้าพูดอย่างใจเย็นก็ว่าอัตตา อัดตานียาหรือของตนแต่ถ้ามันกระด้างขึ้นมามันก็เรียกว่าอหังการ
อหังการทำโวหารว่าข้าพเจ้าคือตัวกูนั่นแหละ มะมังการว่าของกูแต่ถ้าโวหานว่ามะมะก็คือของกูนี้เป็นเพียงรู้สึกไม่มีตัวตนเป็นตนอะไรที่ไหนมันเป็นเพียงความรู้สึกในใจว่าตัวกูหรือว่าของกูเลวร้ายเพราะว่ามันเป็นกิเลสที่สมบูรณ์มีมูลมาจากอวิชชาคือความไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไรมันมากระทบสิ่งที่ผิดด้วยการปรุงแต่งด้วยอำนาจของอวิชชานั้นจนเกิดความอยากอย่างโง่เขลามันเกิดความอยากอย่างโง่เขลาไม่ต้องเอาอะไรมาช่วยไอ้ความอยากมันรู้สึกมีตัวตนผู้อยากนั่นแหละคือตัวกูสมบูรณ์เป็นผู้อยากข้อนี้มันคงจะสะดุดไอ้ความรู้สึกสักหน่อยว่าผู้อยากมันเป็นอย่างนี้จริงๆเพราะมันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงมันเป็นการปรุงแต่งจิตใจอย่างโง่เขลาในจิตใจนั้น

ถ้าเกิดความอยากขึ้นมาเมื่อไรถัดไปมันก็เกิดความรู้สึกว่าอยากเสมอถ้าจึงกล่าวตัณหาปัจจัยให้เกิดอุปาทานตัณหาคือความอยากมีแล้วก็เป็นธรรมชาติให้เกิดอุปาทานยึดมั่นตัวกูว่าของกูตัวกูว่าของกูคุณต้องจำให้ดีว่าตัวกูทำให้เกิดความอยากอย่างนั้นอย่างนี้มันก็เกิดความอยากตามธรรมชาติเมื่อสัมผัสความอยากตามความโง่เป็นจริงมีตาหู
จมูก ลิ้น กาย ใจแล้วก็มีคู่ของมันรูป เสียง กลิ่น รส บทพระ ธรรมมารมย์เป็นคู่กับตา
หู จมูก ลิ้น กาย ใจเป็นคู่ๆกันไปไม่ต้องบอกว่าอะไรคู่กับอะไร
ว่าอะไรคู่กันมันเป็นพุทธบริษัทไร่ไปไม่มีอะไรเหลือสักนิดเดียวก็พูดว่าตา หูจมูก
ลิ้น กาย ใจมันมีอยู่ในบุคคล เป็นสิ่งที่มีในบุคคล รูป เสียง กลิ่น รส บทตระพระ ธรรมมารมย์นี้มันอยู่ข้างนอกมันก็คือโรคนี่เองโรคทั้งโรคมันเป็นรูปกลิ่น รส บทตระพระ ธรรมมารมย์มันก็มีอยู่ตามธรรมชาติ


สำหรับเป็นคู่กระทบกับ ลิ้น กาย ใจเรามันมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเรามีความรู้สึกอยู่มันฝึกได้ทาง ตา หู จมูก
ลิ้น กาย ใจ มันก็รู้สึกต่อรูปบ้าง ต่อเสียงบ้าง ต่อรสบ้าง ต่อบทตระพระบ้าง ธรรมมารมย์บ้างนี่คือข้อที่เราสัมผัสโรค ถ้าเราไม่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็ไม่มีโรค เท่ากับโรค นี้ทั้งหมดมันไม่มีนั้นโรคมันก็มีเท่ากับตา หู จมูก ลิ้น
กาย ใจ สัมผัสทางตา สัมผัสทางหู สัมผัสจมูก ทางลิ้น ทางกาย
ทางใจมันเรียกว่าโรคมันมีนี่เป็นจุดตั้งต้นของการศึกษาเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจมันก็รูป เสียง แกลิ่น รส บทตระพระ
นั้นมันเป็นของคู่กันแล้วมันก็จับคู่กันคือตาคู่กับรูปพอตาเห็นรูปการเห็นทางตาเรียกว่าจักรสุวิญญาณพอตาเห็นรูปมีจักรสุวิญญาณตาเห็นรูป
3 อย่างแล้ว


เมื่อ 3อย่างนี้กำลังทำงานร่วมกันอยู่เมื่อตาเห็นรูปเกิดจักรวิญญาณอยู่เมื่อ 3 อย่างนี้ทำงานร่วมกันอยู่เรียกผัสสะทางตาทางหู ทางจมูกทางลิ้น
ก็อย่างเดียวกันไม่เสียเวลาก็พูดเทียบเคียงว่าเมื่ออายันตะนะข้างในกระทบกับอายันตะนะข้างนอกก็เกิดระบบวิญญาณขึ้น
3 อย่างด้วยกันเมื่อ 3 อย่างนี้ทำงานร่วมกันเรียกว่าผัสสะเพียงตากระทบรูปไม่เรียกว่าผัสสะมันต้องเป็นจักรสุวิญญาณก่อนแล้วจักรสุวิญญาณมันกำลังทำหน้าที่อยู่ 3อย่างนี้ทำงานเรียกว่าผัสสะมันมากๆเพราะว่าตาเรายังไม่บอดสัมผัสรูปโดยที่จักรสุวิญญาณทำหน้าที่ถ้าไม่รู้จักผัสสะแล้วก็คงจะลำบากที่จะศึกษาธรรมะให้รู้จริงมันได้แต่เรียนก็ไม่รู้เพราะไอ้สิ่งที่เรียกว่าผัสสะมันยังไม่รู้แล้วมันก็เรียนเรื่องผัสสะเรื่องอายันตะนะไอ้มันก็ไม่รู้เพราะมันไม่ก็ไม่รู้ตัวผัสสะไอ้ผัสสะที่ท่องได้พูดได้มันก็เรียนผัสสะมันก็ไม่รู้ธรรมะและก็ไม่มีธรรมะแล้วก็ไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้นั้นจึงรู้เสียให้ดีว่าผัสสะทางตา
ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย
ทางใจ


นี่มันมีอยู่ทุกวันวันหนึ่งมากมายนับไม่ไหวนั้นคือผัสสะไอ้นี่เป็นตัวการเป็นตัวร้ายเป็นต้นเหตุทั้งหลายจะเกิดความโง่ความฉลาดก็ตรงที่ผัสสะมันโง่หรือฉลาดจะเกิดทิฐิอย่างไรมันก็แล้วแต่ผัสสะไอ้สิ่งนั้นๆด้วยความโง่ความฉลาดอย่างไรผัสสะให้ทำกรรมนั้นๆถ้าใจเกิดเวทนาเกิดสุขเกิดทุกข์ผัสสะนั่นเป็นจุดรวมของความสำคัญถ้าทำผิดทางผัสสะทีนี้ผัสสะมีแล้วมันก็ให้เกิดเวทนามีความรู้สึกยินดียินร้าย    พอใจไม่พอใจเรียกว่าเวทนาถ้ามันเป็นผัสสะโง่มันก็เกิดเวทนามันเป็นความโง่ที่จะหลอนจะหลอกถ้าผัสสะฉลาดมีวิชชาก็เกิดเวทนาฉลาดพอจะรู้ตามความจริงว่าเวทนานี่ระวังว่าผัสสะนี่จะเป็นทางแยกหรือทางร่วมที่จะแยกออกเป็นทางสุขหรือทางทุกข์

 




ถ้าอวิชชาหรือความโง่ทันเข้ามาทำหน้าที่ในขณะผัสสะเพระไม่มีปัญญาเข้ามาทำหน้าที่ผัสสะนั้นก็โง่แต่ถ้าเผอิญคนนั้นศึกษามาดีคนนี้ศึกษามาดีความผ่านโลกไปมากมันมีความรู้มีวิชชามีปัญญามาทันในขณะแห่งผัสสะ ผัสสะนี้มันเป็นผัสสะฉลาดไม่โง่นี่ผัสสะมันจึงแยกทางเป็น 2 ฝ่ายคือผัสสะโง่และผัสสะฉลาดจะไม่เป็นไปในทางทุกข์ผัสสะโง่ประกอบด้วยอวิชชามันก็คลอดเวทนาออกมาซึ่งยังหุ้มห่ออยู่ด้วยความโง่เป็นสุขก็เวทนาเป็นทุกข์ก็เวทนา
เวทนาจะสุขจะทุกข์ก็เวทนามันหุ้มห่ออยู่ด้วยความโง่มันหลอกหลอนจิตให้หลงรักหลงยึดถือไปตามความโง่ถ้าเวทนาน่ารักมันก็หลงไปอย่างน่ารัก


ถ้าเวทนาไม่น่ารักมันก็หลงไปอย่างไม่น่ารักคือไม่เป็นสุขไม่เป็นทุกข์มันก็หลงไปตามที่เป็นทุกข์ถ้ามันเป็นทุกข์หรือสุขมันก็สงสัยไปในทางของโมหะนี่เวทนาที่น่ารักทำให้เกิด โรพะ ราคะ เวทนาที่ไม่น่ารักทำไห้เกิดโทสะเวทนาที่ไม่สุขไม่ทุกข์ไม่น่ารักทำให้เกิดโมหะนี่เวทนาฝ่ายโง่มันก็ให้เกิดความอยากอย่างโง่ ไอ้ความอยากอย่างโง่เขาเรียกว่าตัณหานั้นถ้าความอยากอย่างอื่นไม่เรียกว่าตัณหาเขามีอย่างอื่นเรียกความอยากความต้องการทั่วๆไปไม่ถึงกับโง่ก็เรียกกันว่าสังกับปะแปลว่าความปรารถนา สังกับปาปะหนันยะโทยะถาที่พระเขาให้พร สังกับปะของท่านจงสมบูรณ์เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญมณีโชติอย่างนี้เป็นต้น



สังกับปะในความหมายนี้แปลว่าปรารถนาที่ไม่โง่คือมีสติปัญญาเป็นเหตุให้ต้องการเดี๋ยวนี้เวทนามันโง่นั้นเกิดความยากโง่ที่เรียกว่าตัณหา ครูบาอาจารย์มักจะสอนกันว่าถ้ามีปัญหาเขาเรียกว่าตัณหาทั้งนั้นถ้าเป็นความอยากจะเรียกว่าตัณหา ถ้าเป็นทุกอย่างจะเรียกว่าโลภะไปทุกอย่างเราบอกว่าไม่ใช่มันแล้วแต่โง่หรือฉลาด ถ้าโง่ความอยากนั้นโง่ก็จะต้องเรียกว่าโลภะตัณหาได้


แต่ถ้ามันไม่ได้ประกอบด้วยความโง่เรียกว่าสังกัปปะดีกว่าเรียกว่าความปรารถนาก็ยังได้แม้ว่าจะเรียกว่าความประสงค์ในความหมายธรรมดาก็ยังได้ เวทนาย่อมให้เกิดตัณหาโดยสมควรแก่ภาวะว่าเป็นเวทนาโง่หรือเวทนาอย่างฉลาด
เวทนาโง่เป็นเวทนาที่ทำให้เกิดความอยากอย่างโง่เขลา ถ้าเวทนาฉลาดก็ให้เกิดความต้องการที่จะทำตามสมควรแก่เหตุผล
ตามสมควรแก่หน้าที่อย่างนี้ไม่เรียกว่าตัณหา เรื่องที่จะเป็นทุกข์มาจากเวทนานี่ให้เกิดความอยากโง่ที่เรียกว่าตัณหามันมีตัณหายากอย่างแรงไปตามความหลอกหลอนของเวทนานั้นมันมีความยากอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่ากามตัณหาอย่างในทางกามก็จะได้ความหมายในทางกามภาวะตัณหาอย่างในทางความมีเป็นนั่นเป็นนี่


แม้ไม่เกี่ยวกับกาม วิภาวะตัณหาอย่างในทางไม่เป็นนั่นไม่เป็นนี่ให้มันก็มี 3 อยู่เหมือนกัน กามคืออยากได้อยากเอามาตามความรักความพอใจอยากเป็นนั่นเป็นนี่ภาวะตัณหาจนได้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่เป็นๆกันอยู่ อยากเป็นผัว อยากเป็นเมีย อยากเป็นแม่ อยากเป็นลูก อยากเป็นอะไรก็ตามแล้วก็วิภาวะตัณหามันก็มาอยากชนิดที่ไม่ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้คือมันไม่ใช่ชอบเมื่อมันไม่อยากอยู่มันก็อยากตายอย่างนี้เป็นต้น



กามมะตัณหามาจากทิฐิหลงว่างามว่าสวยว่าอร่อยภาวะตัณหามันมาจากสัตนะทิฐิว่ามีตัวมีตนวิภาวะตัณหามาจากตัณหากุเชตะทิฐิความขาดสวนแห่งตัวตนเรียกง่ายๆภาษาชาวบ้านดีกว่าว่าอยากได้อยากเป็นอยากไม่เป็นนี่คือตัณหาเป็นความอยาก
แล้วมันก็ปรุงให้เจออุปาทานใครที่เป็นผู้อยากก็คือตัวกูนี่ไม่ต้องมีใครมาทำไม่ต้องมีพระเจ้าที่ไหนมาช่วยถ้ามันเกิดความอยากขึ้นในจิตใจแล้ว ไอ้ความอยากมันก็ปรุงตามธรรมชาติเกิดความรู้สึกว่ากูเป็นผู้อยากมันก็มีอุปาทานมันก็มีของกูมันก็มีกูแล้วมันก็ต้องมีของกูเป็นธรรมดาแล้วมันไม่รู้สึกว่ามีตัวกูเป็นของกูแล้วมันเกิดความรู้สึกในทางเปรียบเทียบด้วยว่าเลวกว่าหรือดีกว่าหรือเสมอกันอย่างนี้เป็นต้นเพราะมีตัวกูตัวเดียวเท่านั้น


มันจึงเกิดความรู้สึกหลายทางอุปาทนมีอย่างนี้รู้สึกว่าตัวกูเล่าๆอยู่อย่างนี้รู้สึกว่าความมีแห่งภพมันเป็นอย่างไรๆนั้นเกิดขึ้นแล้วกามตัณหา ภาวะตัณหามันเป็นอย่างมาเป็นอุปาทานส่วนใหญ่ก็เป็นกามุปาทานมันก็เลยไปถึงภิกขุปาทาน
อัดตุวานะปาทาน ศีลละปะตุปาทานอัตตะวานุปาทานมันยึดถืออย่างไรมันก็เป็นภพอย่างนั้นเกิดขึ้นมานี่มันเป็นความรู้สึกเป็นภพอย่างนั้นอย่างโน้นเป็นลักษณะกามภพ รูปภพก็แล้วแต่แก่จัดเข้าๆกระทบมันก็มีท้องมีครรภ์
ครรภ์มันก็แก่จัดเข้ามันก็คลอดเป็นชาติเป็นตัวกูที่สมบูรณ์ที่สุดไม่เป็นตัวกูที่อยู่ในท้องในครรภ์หรือในความรู้สึกแต่มันเป็นตัวกูที่แสดงบทบาทมันก็แสดงบทบาทที่เป็นสำนึกเป็นมโนกรรมมันก็เป็นสำนึกของกูเต็มที่อะไรๆที่มันมีอยู่ตามธรรมชาติมันก็มาเป็นของกูหมด


แม้แต่ความเกิดแก่ เจ็บ ตายมันก็เอามาเป็นของกูโดยไม่รู้ตัวว่านั้นคนธรรมดาสามัญมันเอาความเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นของกูอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้สึกตัวนั้นไม่ต้องพูดว่าความเกิด แก่เป็นของกู พูดว่าความเกิดอย่างเดียวก็พอ ความเจ็บ ความตายก็พอแล้ว
มันหมายถึงความเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นของกูดังนั้นท่านจึงไม่พูดมากว่าความเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นทุกข์มันก็พอแล้วไม่ต้องพูดว่าความเกิดของกูสำหรับคนธรรมดาความเกิดมันของ กูอยู่แล้วความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นมันถูกยึดถือเป็นของกูอยู่เป็นธรรมดาในความรู้สึกใต้สำนึกมันจึงไม่ยึดถือตัวกูและของกูควบคู่กันไปที่เป็นธรรมชาติแท้ๆมันไปยึดเอาความเกิดแก่เจ็บตายมาเป็นของกูมันก็เลยกลัวมันเลยเป็นทุกข์ทำไมมันถือเงินทองข้าวของสมบัติเป็นอุดตะยามันก็ต้องยึดถือยิ่งกว่ามันก็เลยยึด บุตร ภรรยา วัว ควาย ไร่นา ยศศักดิ์ของกูอะไรของกูเต็มไปหมด


นั่นดูว่ามันเกิดอย่างไรมันมีโลกอย่างไรเพราะมันมีตัวกูถ้าไม่มีตัวกูมันก็ไม่มีโลกมันก็ไม่มีใครยึดถือว่าเป็นอย่างไรด้วยความโง่ว่าตัวกูนั่นนี่ของกูทุกอย่างในโลกเป็นของกูมีค่าอย่างนั้นเท่านี้แม้แต่มนุษย์มันจะมีค่าเท่าไรมันก็มาถึงความทุกข์ยิ่งได้ยึดอะไรเป็นของกูมันก็หนักด้วยความยึดถือนั้นมันก็เป็นเรียกว่าเป็นทุกข์ได้แล้วเพราะมันถือมันก็หนักมันก็เป็นทุกข์แต่มันมีความหมายต่างกัน หนักอย่างโลภะมันก็แบกของหนัก หนักอย่างโทสะมันก็เหมือนแบกไฟมาไว้ หนักอย่างโมหะก็เหมือนแบกเอาก้อนหินมาไว้มันเป็นทุกข์ไปตามที่แบกของหนักทาราทานังทุกขังทุกเกกรรมที่ถือของหนักเป็นทุกข์ในโลกนี่ที่สวดมนต์ทุกวัน
ทาราทานังสุขขังกว้างทิ้งของหนักไปได้ก็สุข


เดี๋ยวนี้เราไม่รู้จักทั้งที่แบกของหนักมันก็หนักอยู่นี่เรียกว่าปัญหาเกิดมาก็มีความทุกข์ไม่รู้ว่ามีความทุกข์เรื่องอะไร ไม่รู้เรื่องนี้ไม่รู้เรื่องที่ว่ามาแล้วตาจมูกลิ้น กายใจธรรมชาติมันสร้างมาสำหรับให้รู้แต่มันคนมันใช้สำหรับโง่ไม่เรียนไม่รู้ไปใช้อย่างไม่เรียนไปใช้อย่างไม่รู้แล้วยึดถือในสิ่งต่างๆร่างกายนี่ธรรมชาติมันสร้างมาให้ใช้ให้เป็นประโยชน์ไอ้คนมันก็ใช้เป็นทาสของกามรมย์เสียมันก็ได้ทุกข์สมน้ำหน้ามีความทุกข์มากกว่าแมวเพราะเหตุนี้สรุป๕วามคือมันเกิดเพราะเหตุนี้ต้องรู้สึกว่าตัวกูแล้วเกิดความรู้สึกว่ามีของกูแล้วหนักกันไปหนักกันมาแก้ไขไม่ได้จนเป็นโรคประสาทคนมีเรื่องมากมีเงินทองมากยิ่งเป็นมากคนขอทานเป็นได้ยากเพราะมันไม่มีเรื่องที่จะยึดถืออะไรมากนักคนร่ำรวยเป็นเศรษฐีระวังให้ดีมันมีเรื่องให้ยึดถือมากจึงกลัดกลุ้มมากมันขยายตัวได้มากจึงมีความทุกข์มากนี่พูดเท่านี้เข้าใจหรือยังว่าไอ้ทุกอย่างที่มาจากฝ่ายทุกข์มันก็มาจากตัวกูที่เป็นเรื่องลมๆแร้งๆที่ปรุงแต่งมาจากจิตใจไม่เป็นตัวตนเลยความคิดนึกถึงจิตใจเรียกว่าเป็นลมๆแร้งเสร็จแล้วมันก็เป็นทุกข์ได้ขนาดนี้

 

นี่ถ้าเราเป็นทุกข์เพราะความเกิดเป็นทุกข์เพราะความแก่ ความเจ็บ ความตาย โสมนะทุกข์ระยะอะไรก็ตามมากมายล้วนไปยึดมาเป็นตัวกูมันจึงไม่เกิดความทุกข์ทั้งสิ้นทีนี้ในกรณีที่มันแยกทางเดินตรงกันข้ามคือมีสติสัมปชัญญะมาทันในเวลาสำคัญคือผัสสะเมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียงมันมีผัสสะระลึกได้มันขนเอาปัญญามาทันเวลารู้สึกดี

 



ในขณะแห่งผัสสะนั้นทั้งสติปัญญาผัสสะนั้นมันก็ไม่โง่ทั้งสติปัญญาตาผัสสะฉลาดรู้ตามที่เป็นจริงเสียแล้วในขณะของผัสสะพอคลอดออกไปแล้วเวทนามันก็แสดงตัวเองอย่างเปิดเผยมันก็เป็นเวทนาตามธรรมชาติว่าทุกข์ว่าสุขอะไรก็ตามเป็นเวทนาเท่านั้นมันมีสติปัญญาควบคุมผัสสะควบคุมปัญญาเท่านั้นแยกทางกันทางนี้มันมาให้เกิดสติปัญญาว่าจะต้องทำอย่างไรในกรณีที่เป็นสุขกับเวทนาอยู่นี่ต้องทำอย่างไรในการเป็นทุกข์เวทนาเราต้องทำอย่างไรในกรณีทุกข์สุขเวทนาเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยนี้ต้องทำอย่างไรมันมีสติปัญญาคิดนึกแล้วมันก็ทำไปอย่างที่ควรจะทำอุปาทานไม่เกิดภพเกิดชาติด้วยประการทั้งปวงมันก็เกิดไปทางที่ว่าจะทำประโยชน์แก่ตัวเอง ผู้อื่น แก่โลกทั้งสิ้นนี่เป็นฝ่ายที่ไม่ทุกข์คือฝ่ายที่ไม่เกิดตัวกูก็ไม่ทุกข์อย่างที่มันเกิดตัวกูอย่างที่มันว่ามาแล้วมันแล้วมันก็เกิดทุกข์เราพยายามมีสติสัมปชัญญะไม่ให้เกิดตัวกูในทุกๆกรณีคือฉลาดเสียแต่ในขณะแห่งผัสสะความทุกข์เกิดที่จิตเพราะทำผิดแห่งผัสสะความทุกข์จะไม่โผล่ถ้าไม่โง่เมื่อผัสสะความทุกข์เกิดไม่ได้เมื่อผัสสะนี่สอนให้เด็กพูดอย่างนี้จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจกันก็ไม่ทราบแต่บอกมันอย่างนี้เมื่อผัสสะความทุกข์ก็จะเกิดขึ้นมาทำอย่างไรจะไม่ผิดก็มีสติปัญญา


 

 



 ท่านเรียนกันมามากแล้วรู้ไหมว่าสติปัญญาคืออะไรมันเรียนเท่าไรมันก็ไม่รู้ธรรมะมันก็ไม่รู้สติปัญญาคืออะไรปัญญาคือไม่รู้ว่าอะไรคือความจริงก็ต้องศึกษาๆข้างนอกศึกษาจากคำสอนตำรับตำรามีอะไรก็ศึกษาจากข้างนอก ศึกษาจากข้างในมีอะไรก็ศึกษาจากข้างในศึกษาให้รู้ว่าอะไรมันเป็นอะไร อะไรมันเป็นอย่างไรความทุกข์คืออะไรมาอย่างไรดับไฟอย่างไรเรียกว่าปัญญาคิดนึกศึกษาอยู่เป็นประจำเกิดปัญญารู้ว่าอะไรมันคืออะไรเรียกว่าปัญญา 

 



 

 

นี้ปัญญาก็เป็นปัญญามันอยู่ส่วนปัญญาไม่มีอะไรเอามามันก็ไม่มาเหมือนกันมันเป็นเครื่องขนส่งอย่างเร็วสายฟ้าแลบเหมือนกันคือสติ สติแปลว่าความระลึกได้เร็วที่สุดคือระลึกๆได้ถึงปัญญาที่เคยสั่งสมไว้เอาปัญญานั้นมาทันเวลาของผัสสะในลักษณะเร็วกว่าสายฟ้าแลบสติ

 

ถ้ามันไม่มีปัญญามันก็ไม่มีความหมายอะไรเขาไว้ใช้ขนส่งปัญญามากันแก่กรณีนั้นสติมันก็ประกอบด้วยปัญญาเสมอมันจึงเป็นสติได้ปัญญามันก็ต้องคู่กับสติไม่นั้นมันไม่มีประโยชน์อะไรเป็นปัญญาไปนอนอยู่ก้นเหวก็จะมีประโยชน์อะไรเป็นปัญญาจะมีประโยชน์นั้นมีสติขนออกมาทันเวลากับผัสสะนั้นสติกับปัญญาเป็นของคู่กันไม่แยกกันมาทันเวลาผัสสะ ผัสสะนั้นก็ฉลาดไม่ปรุงเวทนาโง่ไม่ทำให้เกิดความอยากที่โง่ตัณหาไม่ให้เกิดอุปาทานทุกข์ทั้งปวงนี่เรียกว่ามันจะไม่เป็นทุกข์ก็เพราะว่ามันไม่ปรุงแต่งจนเกิดตัวกูของกูไอ้ความทุกข์มันแสดงบทบาทออกมาเมื่อตัวกูของกู   ถ้ามันอย่างผัสสะเวทนาตัณหาอยู่อย่างนี้ยังไม่ใช่เป็นความทุกข์มันไม่ใช่ลักษณะของความทุกข์ต่อเมื่อเป็นอุปาทนาหนักแล้วก็ปรุงกิเลสนาๆชนิดขึ้นมาเป็นไฟขึ้นมาหรือต้องประกอบกรรมอะไรขึ้นมาตามอำนาจอุปาทานนั้นๆขึ้นมามันจึงจะเป็นทุกข์นี่พูดสั้นๆว่าตัวกูมีมาความทุกข์ก็มีมา พอตัวกูไม่มีมาความทุกข์ก็ไม่มีมานี่เราก็มีหน้าที่แต่เพียงระวังรักษาจิตไว้อย่าให้เกิดในการปรุงผิดๆขึ้นมาในจิตมีความหมายว่าตัวกูของกูคือไม่เป็นทุกข์ถ้าตัวกูเกิดไม่ได้เลยมันก็ไม่มีความทุกข์เลยเป็นนิพพาน


 

 



ถ้ามันไม่เกิดกิเลสมันก็เป็นนิพพานเลยเป็นภาวะของนิพพานที่จิตได้สัมผัสได้เข้าถึงได้บรรลุถึงสรุปความว่าไอ้ตัวกูครบไม่ได้แต่มันก็ได้เป็นสิ่งที่เกิดมากับเนื้อกับตัวจิตใจที่เกิดมาตั้งแต่อ้อนแต่ออดในขณะผัสสะนั้นมันมีมาแล้วตั้งแต่อ้อนแต่ออดมันเป็นทารกเราไม่อยากจะพูดเพราะมันพิสูจน์ไม่ได้ว่าจิตมันเด็กในครรภ์มันจะคิดนึกได้ไหมสัมผัสในครรภ์นั้นมันจะปรุงแต่งเวทนาตัณหาถึงขนาดนี้ได้ไหม



ไม่รู้ไม่เห็นก็ยังไม่พูดไม่เป็นไรเอาว่าคลอดเออกมาแล้วดีกว่าพอคลอดออกมาแล้วมันก็มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจที่มันมีทำงานได้โดยสมบูรณ์ตามแบบที่ว่านี้เมื่ออยู่ใจครรภ์ยังไม่แน่ใจจะได้บ้างไม่ได้บ้างครึ่งๆกลางๆมันก็ไม่สำเร็จบางพวก บางคณะเขาก็ว่าจิตของเด็กในครรภ์ยังไม่มีการปรุงแต่งอะไรถือว่ายังบริสุทธิ์ตามแบบของธรรมชาติ ไม่ใช่ตามแบบของมรรคย่านางไม่ใช่ตามแบบของธรรมชาติเด็กในครรภ์ก็ตามแบบของธรรมชาติสอนให้เรียกแล้วแต่จะเรียกแต่พอมันออกเข้าแล้วซิมันมีตาหูจมูกลิ้นกายใจทีทำงานทันทีที่รู้สึกทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจนับตั้งแต่ว่าได้กินนมแม่มันอร่อยแล้วมันก็อยากอร่อยแล้วมันก็ยึดถือในความอร่อยแต่ทางตามันก็เห็นสิ่งสวยงามที่เขาเอามาแขวนมาประดับให้เด็กๆดู ทางหูการขับกล่อมเป็นเพลงขับ ทางจมูกบางทีมันก็ให้กลิ่นที่เด็กๆมันจะพอใจ ทางลิ้นนี่ว่าแล้วอาหารการกินน้ำนมอะไรก็ตามทางกายทางผิวหนังคือการปะคบปะหงมอันนิ่มนวลของผู้อื่นปะคับประคองจิตนี้มันก็สิ่งทั้ง 5นั้นเด็กๆมันก็เริ่มรู้สึกผัสสะต่อเวทนานั้นก็โง่หรือฉลาดเด็กมึนไม่ได้เรียนอะไรมาตั้งแต่เล็กๆเด็กมันไม่รู้เรื่องวิมุติ ปัญญาวิมุติมาตั้งแต่ในท้อง


 


 



 อย่างนี้คำในพระบาลีกล่าวเป็นคำกล่าวของพระพุทธเจ้าว่าเด็กนั้นไม่มีความรู้เรื่องเจตวิมุติ ปัญญาวิมุติมาตั้งแต่ในท้องแล้วมันก็ต้องเป็นโง่ต้อนรับผัสสะความโง่เป็นเวทนาเป็นอุปาทานมันก็เกิดความอยากเพิ่มขึ้นทีละนิดแต่ละครั้งๆที่สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจไม่เท่าไรเด็กก็มีความรู้สึกรักและพอใจอย่างทางโลกพอใจขัดเคืองร้องไห้ทะลึ่งตึงตังขึ้นมาได้สงสัยวิตกกังวลอะไรได้เป็นโทสะ โมหะ ขึ้นมาได้ทีละนิดๆจนกว่ามันจะโตขึ้นมาเป็นทารกที่โตแล้วมันก็โกรธเก่งมันถึงกับกัดแม่มันก็ได้หรือว่ามันจะโลภมากจนถึงอิจฉาริษยาก็ได้นี่เรียกว่ามีตัณหาอุปาทานมากขึ้นๆเป็นตัวกูเป็นของกูมากขึ้นๆมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกคือตั้งแต่เป็นทารกเล็กๆมันก็เป็นเด็กวัยรุ่นมันก็ยิ่งหนายิ่งเข้มข้นขึ้น โตเป็นสาวมันก็ยิ่งหนากว่าอย่างนี้เป็นผู้ใหญ่เป็นพ่อบ้านแม่เรือนเป็นสิ่งมาเราทับถมมันมากขึ้นไปอีกมันก็มีตัวกูเข้มข้นมากที่สุดแล้วคำนวณดูเถอะว่ามันมีปัญหามากเท่าไรมันมีขึ้นมา



โดยธรรมชาติตั้งแต่มันรู้สึกอะไรทารกประเภทนี้ว่าตัวกูของกูจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่หยุดมันเพิ่มหมดความหมายแห่งตัวกูของกูยิ่งขึ้นๆความทุกข์มันก็ระเอียดอ่อนยิ่งขึ้นเราจึงต้องเป็นทุกข์เร็วเหมือนกับสายฟ้าแลบเพราะว่ามันมากเหลือเกินสติปัญญามันไม่พอมันไม่ได้ออกมันไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องอบรมมันไม่เคยได้ยินฟังคำอริยะเจ้ามันไม่เคยศึกษาพุทธศาสนาจนกว่าเมื่อไรมันเป็นโชคดีได้ยินคำสั่งสอนของอริยะเจ้ามันจึงมารู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญเป็นสิ่งที่แก้ไขปรับปรุงได้ประพฤติปฏิบัติกำจัดเสียซึ่งความทุกข์จึงค่อยสนใจกันขึ้นมาเหมือนท่านทั้งหลายเดี๋ยวนี้มีโชคดีด้วยเหตุอะไรก็ตามว่าไอ้ความทุกข์นี้เป็นสิ่งที่จัดการได้จึงหาหนทางที่จะจัดการให้สุดความสามารถของตนมันอุตส่าห์เรียนเพื่อให้รู้ รู้ในธรรมะของตนแล้วก็ใช้ธรรมะให้สำเร็จประโยชน์



แต่แล้วสิ่งเหล่านี้ก็ไม่เป็นไปตามที่ต้องการอย่างอาตมากล่ามาแล้วตอนต้นที่สุดว่าเรียนธรรมะแล้วไม่รู้ธรรมะ รู้ธรรมะแล้วยังไม่มีธรรมะ มีธรรมะแล้วมันยังใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เอาละทีนี้มันทำเสียใหม่ให้รู้ธรรมะ ให้มีธรรมะให้ใช้ประโยชน์ให้ได้มันก็ต้องไปเข้ารูปตัวกู ทำอย่างไรมันจะเป็นตัวกูทำอย่างไรมันจะบรรเทาฤทธิ์เดชของตัวกูได้ทำอย่างไรจะเพิกถอนในตัวกูของกูให้หมดเล่าหมดรากมันสะสมมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกหลาย 10 ปี   แล้วมาบัดนี้ลึกซึ้งเข้มข้นสักเท่าไรก็ลองคิดดู แต่แล้วก็อาศัยธรรมะของพระพุทธเจ้าซึ่งสามารถจะแก้ปัญหานี้ได้ถ้าธรรมะของพระพุทธเจ้าแก้ปัญหานี้ไม่ได้ก็ป่วยการไม่มีประโยชน์อะไรเป็นหมันเปล่าๆแต่ด้วยเหตุที่ธรรมะของพระพุทธเจ้ามันแก้ไขปัญหานี้ได้เราจึงสนใจเอามาเพื่อจะใช้แก้ปัญหานี้ได้นับตั้งแต่ควบคุมทุกข์อย่าให้มันรุกรามต่อไปบั่นทอนลดกำลังของมันลงแล้วก็ตัดรากเหง้าของมันให้เด็ดขาดไปก็จะเรียกว่าเอาชนะสิ่งเลวร้ายที่สุดนี้ได้ไม่มีตัวกูมันเกิดกิเลสไม่ได้ไม่รู้จะเอาไปทำไม

 

 



ไม่มีตัวกูมันทำกรรมไม่ได้พอหมดตัวกูมันก็หมดกรรม กรรมอดีต กรรมอนาคตมันมีไม่ได้ถ้ามันหมดตัวกูหมดตัวกูมันไม่เกิดกิเลสได้มันก็ไม่มีความทุกข์มันก็ไม่มีความอยากที่จะเกิดใหม่นี่ก็เรียกว่าปัญหาใดๆมันก็หมดสิ้นด้วยประการทั้งปวงถ้ามันมีดีถึงขนาดนี้เราจะทำไงต่อไปให้สำเร็จประโยชน์ตามนั้นมันก็คือปฏิบัติธรรมะในพระพุทธศาสนาตามที่พระองค์ทรงวางไว้ว่าจะทำกันอย่างไรวิธีก็มีมากรายระเอียดมันก็มีมากแต่หลักเกณฑ์ใหญ่ๆมันก็มีเพิกถอนตัวกูอุปาทานว่าตัวกูพร้อมทั้งรากเหง้าของมันเราจะมาแยกเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาก็ได้ทั้ง3 อย่างนี้มันทำงานร่วม ร่วมกันตามหน้าที่ของมันเพื่อทำลายซึ่งตัวกูศีลเพื่อให้ชีวิตเป็นอยู่อย่างถูกต้องมันอยากที่จะเกิดตัวกูมันง่ายที่จะทำลายตัวกูเราต้องมีสมาธิคือกำลังจิตที่จะยืนแข็งแกร่งเป็นที่ตั้งของปัญญาที่จะทำลายตัวกูนั้นเสียนี่เรียกมรรคมีองค์ 8 เคยรู้ว่าสัมมาสมาธิเป็นตัวสุดท้ายเป็นตัวยืนโรงนอกนั้นเป็นลูกสะหมุนทั้งนั้นแหละ



สัมมาทิฐิก็ช่วยให้จิตมันฉลาดแจ่มแจ้งรู้จักศาสนาในทางที่ควรรู้จักศาสนาส่วนปัญญาคือช่วยจิตให้เกิดสมาธิที่ได้ทำหน้าที่สมบูรณ์อัตตามาทำหน้าที่สัมมาโน สัมมาโตอยู่ในโลกนี้ดำรงในโลกนี้ที่มีชีวิตอยู่ว่าตัวกูว่าจะทำลายจิตตัวกูของกูอัตตามาว่าสัมมาสัมปันโนสติอย่างนี้ก็เป็นการให้มีการกระทำของจิตต่อเรียกว่าความเพียรไม่มีการควบคุมถูกต้องที่เรียกว่ามีสติควบคุมอย่างถูกต้องครบสมบูรณ์ในโรงหรือว่าแม่ทัพหลวงเป็นสมาธินอกนั้นเป็นบรรทัดฐานสมาธิถ้าสมาธิบริหารสมาธิไว้อย่างนี้แล้วแล้วมันก็ทำหน้าที่ทำลายตัวกูคือทำลายกิเลสทั้งหลาย



การทำอยู่อย่างนี้เรียกว่าการเจริญภาวนา  ภาวนาแปลว่าทำให้เจริญไปในทางที่จะทำให้ดับทุกข์เรียกว่าสั้นๆว่า สัมมาทะภาวนาวิปัสสนาสัมมนาเป็นเรื่องอบรมจิตให้ดีที่สุดอบรมปัญญาให้ดีที่สุดส่วนศีลนั้นแฝงนอยู่ในนั้นเสร็จเมื่อตั้งใจทำให้ดีที่สุดศีลแฝงนอยู่ด้วยเมื่อตั้งใจทำปัญญาดีที่สุดศีลก็แฝงอยู่ในการจัดหรือความพยายามนั้นด้วยอย่าเข้าใจไปว่าท่านพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับสัมมาทะภาวนาสมาทานภาวนาเอาศีลไปทิ้งที่ไหนก็ไม่รู้มันไม่ได้เอาไปทิ้งที่ไหนมันอยู่ในสมาทะภาวนาและวิปัสสนาที่นี้มันก็มีข้อที่เราไม่รู้มองข้ามกันเสียว่าเป็นสมาธิที่จะต้องมีวิปัสสนาเป็นไปไม่ได้ถ้ามันไม่มีสมาธิเป็นรากฐานถ้าเจริญวิปัสสนาสำเร็จก็รู้ว่าเป็นสมาธิอย่างเดียวพอสรุปอยู่ด้วยในวิปัสสนานั้นเป็นสมาธิที่ใช้การอย่างเต็มที่ไม่เหลือเฟือไม่เหลือให้เห็นออกมาเดินเล่นเฟ้นพาลก็มันแฝงตัวอยู่ในที่วิปัสสนานั้นสมาธิอย่างท่านเรียกว่าเป็นสมาธิอย่างนั้นที่เรียกว่าสะมาธิมานังสะมาหุในบทสวดก็ได้จับสมาธิแฝงตัวอยู่กับวิปัสสนาก็น่าเห็นแจ้งในขณะตัดกิเลสตัณหาบรรลุมรรคผลก็มีสมาธิอย่างนี้แฝงตัวอยู่ในวิปัสสนานั้นเราก็ไม่ต้องพูดถึงสมาธิกันนักก็ได้พูดถึงวิปัสสนาพอมีวิปัสสนาสมาธิก็เองศีลก็แฝงอยู่ในสมาธิและปัญญานั่นแหละอย่างพอดีๆไม่เหลือเฟือเรียกว่ามีองค์เสมอกันเป็นสามัคคีรวมกลมกลืนเป็นเดียวกันแล้วก็ทำหน้าที่ตัดกิเลสได้

 

ในที่นี้คือบรรเทาควบคุมบรรเทาตัวกูของกูตัดรากเหง้าตัวกูได้จะตัดข้อความแต่ละข้อความมาพูดกันดีกว่าว่าเราจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะเกิดวิปัสสนาชนิดที่มีศีลสมาธิอยู่ในตัวแล้วก็เข่นฆ่าตัวกูของกูอยู่ในตัวอาตมายากจะระบุไปที่วิปัสสนาที่รู้จักกันมากที่สุดในประเทศไทยคือวิปัสสนาแบบหนอๆๆๆรู้จักกันมากเราจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะสำเร็จประโยชน์เรื่องนี้สำคัญมากคำว่าหนอๆมันมีความหมายพิเศษที่สุด


แต่มันกำกวมเป็นความหมายว่าโง่ๆที่สุดเป็นความหมายฉลาดก็ฉลาดที่สุดเป็นความหมายอย่างรุนแรงก็รุนแรงถ้าทำผิดวิธีก็มีผลตรงกันข้าม ถ้าทำถูกวิธีก็มีผลเก้าหน้าไปในทางดับทุกข์นอกจากยกตัวอย่างว่านั่งหนอ เดินหนอ เหยียบหนอถ้ามันหนอโง่ถ้ามันนั่งหนอกูนั่งหนอๆเพิ่มตัวกูหนอโง่ นี่ถ้าว่าหนอกำหนดอยู่ที่นั่นๆนี่เป็นเพียงสมาธิไม่เป็นวิปัสสนาแต่ถ้ามันรู้แจ่มแจ้งว่าไอ้สังขารกลุ่มนี้เป็นธาตุธรรมชาติอยู่ในอิริยาบถที่เรียกว่านั่งหนอ หนออย่างนี้เป็นวิปัสสนาทำลายความรู้สึกว่าตัวตนไปได้



 

 



ถ้านั่งหนอกูนั่งหนอๆนี้หนอโง่แต่ถ้ากำหนดอิริยาบถไม่กำหนดอะไรเป็นสมาธิแต่ถ้ากำหนดว่าธาตุทั้ง 6 ตามธรรมชาติอยู่ในอิริยาบถที่เขาเรียกกันว่านั่ง นั่งหนอๆเป็นปัญญาเลิศ เป็นวิปัสสนาเลิศที่จะปิดกั้นการเกิดแห่งทุกข์ตัวกูของกูนั่นขอให้สังเกตดูให้ดี กิน นอน นั่ง อาบ ถ่าย หรือแม้แต่โปรดแยกออกเป็นรูปหรือ นามรูปหนอๆนี่ก็รูปของกูถ้ากำหนดแต่สักเป็นอารมณ์นี่ก็ได้สมาธิบ้างถ้ากำหนดว่าธาตุทั้งหลายเหล่านี้รวมตัวกันประชุมไม่ใช่ธาตุอะไรเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติประชุมรวมกันอยู่และสมมุติเรียกว่ารูปแล้วก็รูปหนอๆหนออย่างนี้ฉลาดที่สุด      ซึ่งเป็นหนอที่จะทำลายล้างความหมายว่าตัวกูของกูนี้กลับมาถามพวกยกไม้ยกมือเหมือนพวกรำละครนั้นความหมายตัวกูมันก็โง่นั้นถ้าเป็นกำหนดความหมายบ้างมันก็เป็นสมาธิเท่านั้นเป็นไว้ที่จะมองลึกลงไปว่าไอ้ที่มันกำลังร่ายรำอย่างนี้เป็นธาตุของธรรมชาติการปรุงแต่งมีอาการอย่างนี้เป็นตัวกูของกูหนอนี่ก็ใช้ได้เป็นหนอที่ใช้ได้แล้วแต่จะใช้วิปัสสนารูปแบบไหนถ้ามันทำให้ลึกซึ้งถึงความจริงของธรรมชาติว่ามันสักแต่ธรรมชาติมีปรากฏการณ์อยู่ในลักษณะที่เรียกกันอย่างนั้นอย่างนี้หนอก็ใช้ได้นั้นขอให้รู้จักใช้หนอในทุกอย่างในอิริยาบถ เดิน กิน นั่ง นอน อาบ ถ่าย ให้ระเอียดออกไปเป็นนุ่งผ้าแก้ผ้าอย่างนี้


แม้แต่อาบน้ำก็ทุกอิริยาบถมันสักว่าเท่านั้นหนอมันก็ไม่เกิดตัวกูของกูมันไม่เกิดด้วยเหตุ 2 สถานคือว่าเราปล่อยไปตามเรื่องของธรรมชาติจิตมันก็เกิดตัวกูของกูที่กล่าวแล้วข้างต้นแต่เดี๋ยวนี้เราเอาจิตมากำหนอที่นี่ไม่ให้มีเวลาว่างมันก็ไม่เกิดตัวกูของกูตามแบบของธรรมชาตินั้นแต่ถ้าเรามันปล่อยเอาจิตมาผูกพันไม่มีการเกิดเรียกว่าปิดได้อีกทางทีนี้เอามาพิจารณาระเอียดระออว่าอารมณ์นี้ธาตุตามธรรมชาติเรียกว่าอย่างนั้นอย่างนี้เรียกว่าตัวกูของกูกูหนอนี่มันยิ่งตัดรากเหง้าตัวกูลึกลงไปมันก็ยิ่งได้ผลเพียงแต่ไม่ให้โอกาสมันเกิดมันก็ได้ผลแล้วนี่เอามาพิจารณาให้เห็นระเอียดจนทำลายมันเสียได้มันก็ยิ่งได้ผลอีกดังนั้นไอ้ตัวกูของมันจึงถูกควบคุมไม่ให้เกิดจึงเอาจิตไปทำวิปัสสนาแล้วมันก็ลดความเคยชินที่มันจะเกิด อหังการะ มานานุสัย



ไอ้ตัวร้ายกาจมันก็ลด คือลดความเคยชินแต่ก่อนมันเกิดมากๆมันก็มีความเคยชินแต่เดี๋ยวนี้มันไม่เกิดมันก็ลดความเคยชินนี่เราทำไม่ให้เกิดได้เท่าไรมันก็ลดตัวเองได้เท่านั้นถ้าเราพิจารณาเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่าไม่ใช่ตัวตนบุคคลสักเท่าไรมันก็เหมือนกับตัดรากเหง้าหมดไปไม่เกิดตัวกูอีกเลยไม่เกิดทานานุปาทาน ไม่เกิดอัสสะนะได้อีกเพียงแต่ควบคุมไว้ได้ก็เป็นโสดาบัน หรือมีควบคุมสะกิทาทามิทีนี้ก็ตัดอัสสะวานุปาทานคือสกาทิฐิเข้มข้นเป็นตัวกูเข้มข้นเสียได้มันก็เป็นพระอรหันต์นี่ขอให้รู้เรื่องตัวกูของกูมันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เกิดความทุกข์เพราะว่ากิเลส ตัณหา อุปาทานมันรวมอยู่ในตัวกูของกูเมื่อไม่มีตัวกูของกูมันก็ไม่มีกิเลสตัณหาอุปาทานอะไรในสันดาร สันดารสะอาดเป็นวิสุทธิสันดารเป็นสันดารของพระอรหันต์นี้ขอให้ศึกษาให้รู้อย่าให้ศึกษาเท่าไรก็ไม่รู้ขอให้มีธรรมะนี้



แล้วก็ใช้ให้เป็นประโยชน์โดยการทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติว่าถ้าทำอย่างนี้ๆมันจะลดความหมายของตัวกูของกูอยู่ทุกเวลานี่กรรมฐานอื่นก็มีความหมายอย่างเดียวกันแม้จะไม่ใช้คำว่าหนอมันก็ต้องพิจารณาลึกลงไปว่าสิ่งนั้นมิใช่ตัวมิใช่ตนเป็นแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติประกอบกันเข้าว่าเป็นตัวตนก็เกิดกิเลสและความทุกข์ก็ศึกษาให้รวดเร็วมีปัญญาเหมือนสาบฟ้าแลบขนเอาปัญญามาทันท่วงทีเรียกว่าผัสสะทันโอกาสแห่งผัสสะอย่าให้ขนาดนี้ร่วงเลยไปเสียที่ฟังดูแล้วตื้นๆกะโนมาโวตะปะทา



ท่านทั้งหลายเขียนเลยมันหมายถึงส่วนนี้เมื่อไม่มีผัสสะแล้วโอกาสนั้นสำคัญที่สุด อย่าปล่อยให้โอกาสนั้นล่วงเลยเป็นอวิชชาเรื่องมันจะเป็นฝ่ายความทุกข์ถ้าเรื่องนั้นมีปัญญามันก็ไม่เกิดอวิชชามันก็เป็นฝ่ายดับทุกข์นาทีซะยิ่งกว่านาทีทองสำคัญยิ่งกว่าเรียกว่าผัสสะนั่นเอง จงไปศึกษาเรื่องผัสสะมีความรู้เรื่องผัสสะและมีวิธีการควบคุมผัสสะนี่จึงจะเรียกว่าเรียนแล้วรู้ รู้แล้วมี มีธรรมะแล้วใช้ธรรมะไห้เป็นประโยชน์ได้ตามที่ต้องการตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้วางเป็นหลักการไว้อย่างไรหวังว่าท่านทั้งหลายจะได้สนใจพิจารณาข้อความที่อาตมาได้กล่าวไปแล้วในข้อที่ว่าพวกเรายังมีปัญหาหนักหน้าหนักตาเหลือเกินคือเรียนแล้วมันไม่รู้ธรรมะๆๆรู้ธรรมะแล้วมันไม่มีธรรมะมันมีแต่รู้ลมๆแร้ง ๆ ถ้ามีธรรมะก็มีชนิดที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ขอไห้ไปปรับปรุงเสียใหม่ขอให้รู้ธรรมะ มีธรรมะและใช้ในการขจัดเสียตัวกูและของกูมันเป็นที่รวมแห่งปัญหาทั้งหลาย กำจัดอัสสะวิมานะ ลักคะนานุปาทานก็ได้แล้วแต่จะเรียกมันก็ไม่มีตัวตนคือไม่มีความโง่อันใหญ่หลวงคือตัวตน ไม่มีตัวตนก็ไม่มีที่ตั้งไม่มีรากฐานที่ให้เกิดกิเลสเพราะมันไม่มีอะไรจะโลภ อะไรจะเกิด อะไรจะหลงมันไม่มีตัวกูที่จะเห็นแก่ตัวกูมันก็ไม่ทำกรรมไม่มีการปรุงแต่งแห่งกิเลสมันก็ว่างซึ่งเป็นพระนิพพานแล้วก็มีพระนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ได้โดยการขจัดตัวกูไห้หมดไปก็สามารถหวังว่าท่านทั้งหลายพอจะเข้าใจนำไปพินิจพิจารณาให้สำเร็จประโยชน์ในการที่จะทำกรรมฐานวิปัสสนาชนิดที่กำจัดกิเลสตัณหาได้จริงแล้วจงเป็นผู้มีความสุขอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญขอยุติการบรรยายเพียงเท่านี้

เรื่องราวของการนำสาหร่ายมาผลิตไบโอดีเซล พลังงานทางเลือกจากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ

Keith Cooksey นักไมโครชีววิทยา จาก Montana State University ได้ศึกษาเรื่องการที่จะนำเอาตะไคร่น้ำ สาหร่าย (Algae) มาเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงดีเซลมาตั้งแต่ปี 1980 พร้อมๆกับนักวิจัยจำนวนมากที่พยายามจะหาคำตอบในการที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กกลายเป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่

โดยตะไคร่น้ำและสาหร่าย (Algae) ที่พูดถึงในเรื่องการผลิตไบโอดีเซลนี้ ขอกล่าวรวมทั้งสาหร่ายน้ำจืดและสาหร่ายน้ำเค็ม ที่พบเห็นตามโขดหิน หรือ ในห้วย หนอง คลอง บึง และชายฝั่งทะเลทั่วไป

สิ่งมีชีวิตจำพวกตะไคร่น้ำและสาหร่ายนี้ จะมีทั้งเมือกและส่วนที่เป็นน้ำมัน ทำให้เรารู้สึกลื่น เวลาสัมผัส เมื่อเข้าสู่ห้องวิจัย ทีมงานของ Keith Cooksey ก็ได้มุ่งหน้าหาคำตอบว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้สาหร่ายเหล่านั้นผลิต ‘น้ำมัน’ ได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ พวกเขาก็ได้พัฒนาสีย้อมชนิดหนึ่งเรียกว่า Nile Red ซึ่งเมื่อนำเอาสาหร่ายมาย้อมสี แล้วฉายด้วยแสงฟลูออเรสเซนต์ พวกเขาก็สามารถจำแนกส่วนที่เป็นน้ำมันออกจากคลอโรฟิลล์ได้

นาย Keith Cooksey กล่าวว่า “สาหร่ายเหล่านี้งอกงามในบ่อบำบัดน้ำเสีย หรือบ่อน้ำทิ้งที่มีเกลืออยู่ในปริมาณสูง และถ้าหากจะเพาะปลูกในเชิงพาณิชย์ก็น่าจะเป็นชายฝั่งทะเล (แถบแคลิ
ฟอเนียร์)” เพราะสาหร่ายจะเจริญเติบโตได้ดีในน้ำเค็ม หรือแม้กระทั่งในทะเลทราย ซึ่งน้ำใต้ดินเป็นน้ำเค็ม

จากรายงานประจำปีของสถาบันวิจัยพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy Research Institute) เมื่อเกือบ 25 ปีที่แล้ว รายงานว่า “น้ำมันจากสาหร่ายนั้นมีความเหมาะสมต่อการนำมากลั่นเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง” และในช่วงขาดแคลนน้ำมันปิโตรเลียม เชื้อเพลิงทางเลือกจากการสกัดน้ำมันจากสาหร่ายก็ได้ถูกหยิบขึ้นมาใช้เพื่อแก้ไขสถาการณ์

เทียบกับพืชชนิดอื่นๆแล้ว เมื่อนำมากลั่นเป็นไบโอดีเซล ถั่วเหลือง จะให้น้ำมัน 50 แกลลอน ในขณะที่แคนโนล่า (พืชน้ำมันชนิดหนึ่ง) ให้น้ำมัน 130 แกลลอน ส่วนสาหร่ายนั้นให้น้ำมัน 4,000 แกลลอน ในระยะเวลา 1 ปี ในพี้นที่การผลิต 1 เอเคอร์เท่ากัน แถมสาหร่ายนั้นยังต้องการเพียงแค่แสงอาทิตย์และน้ำทิ้งที่ไม่เหมาะสำหรับการบริโภค เท่านั้น
ในบ่อทดลอง พบว่าสาหร่ายเล็กๆเหล่านั้นสามารถเจริญเติบโตได้แม้จะอยู่ในอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส

ในขณะสาหร่ายเซลล์เดียวหรือ ไดอะตอม (diatom) และแพลงตอนชนิดอื่นๆที่สามารถสังเคราะห์แสงได้ (phytoplankton) ก็สามารถดูดซับเอาคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่น้ำ หรือในมหาสมุทรมาใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสงเช่นเดียวกับต้นไม้ แต่แพลงตอนทั้งหมดที่อยู่ในท้องทะเลนั้น สามารถกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการสังเคราะห์แสงได้มากพอๆกับต้นไม้ทุกต้นในโลกรวมกัน (เราต้องไม่ลืมไปว่า โลกมีส่วนที่เป็นน้ำหรือมหาสมุทรอยู่ตั้ง 2 ส่วน)

ในขณะที่บริษัท เชลล์ (Royal Dutch Shell and HR Biopetroleum) ได้แถลงข่าวเรื่องการก่อสร้างห้องปฏิบัติการบนเกาะ Kona ในฮาวาย เพื่อเพาะปลูกสาหร่ายทะเลสำหรับการวิจัยเรื่องไบโอดีเซล เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ของปีที่แล้ว

ไม่เพียงพลังไบโอดีเซลจากสาหร่ายจะช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะถูกปล่อยออกไปในชั้นบรรยากาศ (หากไบโอดีเซลจากสาหร่ายได้รับการยอมรับและนำมาพัฒนาเพื่อใช้งานอย่างจริงจัง) เท่านั้น แต่ด้วยตัวของมัน ที่สามารถขจัดคาร์บอนไดออกไซด์ทางตรงด้วยการสังเคราะห์แสงได้อีกด้วย ไม่แน่ว่า ประเด็นโลกร้อนอาจจะเป็นปัญหาเส้นผมบังภูเขา....!


อ้างอิง

Basu, Sourish. “Oceangoing Iron”. Scientific American (October 2007) : 11-12.

Pacific Business News (Honolulu). “Shell to build algae-fuel lab in Kona”.
Retrieved from: http://www.bizjournals.com/pacific/stories/2007/12/10/daily14.html

Dated January 23, 2008.

ScienceDaily. “Renewed Interest In Turning Algae Into Fuel Generated”. Retrieved from: http://www.sciencedaily.com/releases/2008/01/080115132840.htm

Dated January 21, 2008.

Wiki Pedia. “Algae fuel”.
Retrieved from: http://en.wikipedia.org/wiki/Algae_fuel Dated January 23, 2008.



จากภาพถ่ายสาหร่ายของนาย Keith Cooksey แสดงส่วนขยายของสาหร่ายหลังจากการย้อมสี สีเหลืองแสดงน้ำมัน และสีแดงแสดงส่วนของเซลล์ที่กักเก็บสารสีเขียว (คลอโรฟิลล์)